posttoday
กระแส EV สะดุดจากจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม

กระแส EV สะดุดจากจำนวนสถานีชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม

13 ธันวาคม 2566

จากความคาดหวังว่ารถ EV จะเริ่มถูกใช้อย่างแพร่หลายในปีนี้และเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่ด้วยสถานีชาร์จที่ยังมีอยู่อย่างจำกัด และราคาสูงกว่ารถสันดาป ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจว่าจะยังไม่ครอบครองยานยนต์ดังกล่าว จนหลายบริษัทต้องเร่งแก้เกมยกใหญ่

ช่วงต้นปี 2023 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างมุ่งมั่นที่จะลงทุนกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้าถูกใช้อย่างแพร่หลายให้ได้ภายในปี 2030 ขณะที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์บางส่วนมุ่งพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 

ขณะที่ปลายปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์หน้าเก่าในตลาด หรือบริษัทใหม่อย่าง Tesla, Rivian และบริษัทสตาร์ทอัพด้าน EV อยู่ในช่วงพยายามปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานานได้ขอให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้านั้นมีต้นทุนที่สูง 

แม้ความต้องการยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก แต่การนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กลับไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลตามที่เหล่าผู้บริหารในอุตสาหกรรมคาดไว้  โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากสำหรับประชาชนที่มีรายได้ปานกลาง มิหนำซ้ำสถานีชาร์จที่ยังมีอยู่อย่างจำกัดเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังไม่ตัดสินใจครอบครองยานยนต์ไฟฟ้า

Jeff Parent COO ของ AutoNation เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในสหรัฐฯ กล่าวว่า “ธุรกิจรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต แต่ด้วยข้อกังวลของผู้บริโภคทั้งทางด้านราคาและสถานีชาร์จ ช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอาจดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นนัก

เมื่อถูกถามว่า GM ยังตั้งเป้าเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2035 หรือไม่ Mary Barra ซีอีโอของ General Motors ตอบว่า บริษัทจะปรับตัวให้กับความต้องการของลูกค้า

นอกจากนี้เมื่อ Ford เปิดตัวรถกระพลังงานไฟฟ้า F-150 LIGHTNING ซึ่งเป็นที่คาดหวังว่าจะดึงความสนใจจากสาธารณะได้ไม่น้อย แต่กลับไม่เป็นไปตามเป้า ด้วยแรงหนุนจากตลาดที่มีในช่วงแรก ทำให้ในเดือนสิงหาคม Ford เพิ่มกำลังการผลิตรถกระบะพลังงานไฟฟ้าเป็น 3 เท่า หรือ 150,000 คันต่อปี รวมถึงเพิ่มกะงานเป็น 3 กะ

อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม Ford ต้องลดจำนวนกะลง 1 กะ โดยบริษัทยอมรับว่าความต้องการรถกระบะพลังงานไฟฟ้า F-150 LIGHTNING ไม่เป็นไปตามคาด ทำให้และจำเป็นต้องปลดพนักงานลงราว 700 คน

ขณะที่ในประเทศจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักของรถยนต์ไฟฟ้า ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและเติบโตมากกว่ายานยนต์ชนิดอื่น

ตามข้อมูลของ AutoForecast Solutions กำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นสามเท่าภายในปี 2030 ที่ตัวเลข  33.4 ล้านคัน หรือราว 1 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมด ขณะที่ JATO Dynamics วิเคราะห์ว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะเติบโตมากเป็นพิเศษในประเทศจีน เนื่องจากได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล รวมถึงยังมีสงครามราคาที่ทั้ง BYD และ Tesla ต่างประกาศหั่นราคารถยนต์ไฟฟ้าของตนลงเรื่อยๆ จนทำให้รถยนต์ไฟฟ้าในจีนมีราคาถูกกว่ารถยนต์เครื่องสันดาปภายใน

ส่วนในอเมริกาเหนือ การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 6 เท่า หรือเกือบ 7 ล้านคันภายในปี 2030 ตามข้อมูลของ AFS แต่ยังไม่ถึงเป้าหมายที่ฝ่ายบริหารของ Biden คาดการณ์ไว้ แม้ฝั่งผู้บริหารในอุตสาหกรรมจะทวงติงฝ่ายบริหารของ Biden ว่าอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไปที่กำหนดให้รถยนต์ใหม่ที่จำหน่ายในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2032 เป็นต้นไปต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าราว 2 ใน 3 เนื่องจากเทคโนโลยีอย่างการชาร์จไฟ และสถานีชาร์จอาจโตไม่ทันยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการรับเทคโนโลยีมาใช้เร็วเกินไปจะทำให้สินค้ามีราคาสูงจนผู้บริโภคไม่สามารถเอื้อมถึง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก