
นักวิทย์เผย ทั่วโลกปล่อยคาร์บอนพุ่งกระฉูด จากเชื้อเพลิงฟอสซิล
นักวิทยาศาสตร์เผย การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ และส่งผลให้วิกฤต climate change และสภาพอากาศสุดขั้วยิ่งทวีความรุนแรง
รายงานงบประมาณคาร์บอนทั่วโลก (The Global Carbon Budget) ซึ่งถูกเผยแพร่ระหว่างการประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28 ชี้ว่า ในปีที่แล้ว การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมได้แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ในปีนี้ปริมาณดังกล่าวยังไต่ระดับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันกว่า 90 แห่ง ชี้ว่า จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ประเทศต่างๆคาดว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยรวมถึง 36.8 พันล้านเมตริกตันในปี 2023 นี้ ซึ่งเพิ่มขึ้น1.1% จากปีที่แล้ว นอกจากนี้ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีนี้ทำให้เรายิ่งห่างไกลเป้าหมายการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ก่อนยุคอุตสาหกรรม
ขณะที่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากการใช้ประโยชน์ที่ดิน จะทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกอยู่ที่ 40.9 พันล้านตันในปีนี้
ส่วนปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ที่เพิ่มขึ้นมาจากอินเดียและจีนเป็นหลัก เนื่องจากจีนเริ่มกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอีกครั้งหลังต้องปิดประเทศไปในช่วงการระบาดของโควิด-19 ขณะที่อินเดียมีความต้องการพลังงานอย่างมาก เกินกว่าความสามารถในการผลิตพลังงานหมุนเวียนของประเทศ ทำให้ต้องหันมาพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อชดเชยการขาดแคลนด้านพลังงาน
ประเทศต่างๆ ได้ให้คำมั่นในข้อตกลงปารีสปี 2015 เพื่อช่วยบรรเทาวิกฤตจากภาวะโลกร้อนโดยควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าหากโลกของเรามีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเกินจากนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและไม่สามารถแก้ไขได้ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย ปะการังฟอกขาว หรือคลื่นความร้อนและภัยแล้ง
ทีมวิจัยชี้ว่า การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศ หรือ COP28 ผู้นำประเทศต่างๆต้องหาข้อตกลงเพื่อยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้ได้ รวมถึงรักษาเป้าหมายการจำกัดอุณหภูมิโลก
IPCC ซึ่งเป็นคณะกรรมการวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกจะต้องลดลง 43% ภายในปี 2030 เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายคุมอุณหภูมิโลกไว้ไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับพุ่งสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้การระบาดของโควิด-19 จะช่วยให้ปริมาณดังกล่าวลดลงในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในปัจจุบัน การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกลับสูงกว่าระดับก่อนเกิดโควิดถึง 1.4%
ทั้งนี้ รายงานระบุว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปมีแนวโน้มลดลงพอสมควรจากการยุติโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยยุโรปมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกราว 28% ขณะที่จีนมีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลถึง 31% เมื่อเทียบกับทั่วโลก







