posttoday
บริษัทรถยนต์เดือด อังกฤษชะลอแบนรถสันดาปกระทบแผนการผลิต

บริษัทรถยนต์เดือด อังกฤษชะลอแบนรถสันดาปกระทบแผนการผลิต

26 กันยายน 2566

ภาคการลงทุนและผู้ผลิตรถยนต์เดือด! หลังสหราชอาณาจักรชะลอมาตรการสั่งแบนรถยนต์สันดาปออกไปในปี 2035 โดยมองว่าแนวทางจากภาครัฐขาดความแน่นอน และทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน

เดิมสหราชอาณาจักรเล็งสั่งแบนรถยนต์สันดาปในปี 2030 แต่ประกาศล่าสุดจาก Rishi Sunak นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ส่งผลให้มาตรการดังกล่าวจะเลื่อนการบังคับใช้ไปในปี 2035 อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่า  Sunak อาจต้องพบกับความยากลำบากในการลงสมัครเลือกตั้งในปี 2024 แม้ว่าเจ้าตัวจะระบุว่า มาตรการที่ต้องชะลอออกไปเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เขาทำเพื่อประเทศ

แนวทางดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า สหราชอาณาจักรอาจปล่อยมลพิษที่มากขึ้นจากรถยนต์สันดาป ขณะที่ Sunak ชี้ว่า การชะลอมาตรการดังกล่าวออกไปเป็นแนวทางเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติค่าครองชีพและไม่สามารถซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาสูงได้

ขณะที่ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมชี้ว่า การกระทำของนายกรัฐมนตรีอังกฤษได้บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในภาคการลงทุน ซึ่งในขณะนี้บริษัทในสหราชอาณาจักรกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้าสู่ตลาด หลังเกิดเหตุการณ์ Brexit

ในปี 2020 Boris Johnson อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ได้ประกาศห้ามจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเกิดในปี 2030 เพื่อให้สหราชอาณาจักรเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าระดับสากล 

การเปลี่ยนผ่านด้านยานพาหนะอยู่ภายใต้การควบคุมของข้อบังคับ ZEV ซึ่งผู้ผลิตต้องรับรองว่า เมื่อเวลาผ่านไป สัดส่วนรถยนต์ที่พวกเขาขายในสหราชอาณาจักรจะเปลี่ยนเป็นรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดย 80% รถยนต์ใหม่ที่ขายในสหราชอาณาจักรต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030 ส่วนรถยนต์ไฮบริดที่ปล่อยมลพิษต่ำยังอนุญาตให้ขายได้ถึงปี 2035 

ส่วนเสียงสะท้อนจากผู้ผลิตรถยนต์อย่าง Jaguar Land Rover ระบุว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการให้ข้อบังคับ ZEV มีความแน่นอนมากกว่านี้ เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานจากรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้านับเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกที่ต้องลงทุนอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ Andy Leyland กรรมการผู้จัดการ Supply Chain Insights ให้ความเห็นว่า แม้สหราชอาณาจักรจะชะลอมาตรการนี้ออกไป แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก

การปรับตัวของภาคยานยนต์

สัปดาห์ที่ผ่านมา Volvo กล่าวว่าจะหยุดผลิตรถยนต์ดีเซลช่วงต้นปี 2024 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030 ขณะที่ Stellantis และ Ford ชี้ว่าบริษัทจะปรับรูปแบบให้รถที่จำหน่ายในยุโรปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในปี 2030

ส่วน Adrian Keen ซีอีโอของบริษัทผลิตเครื่องชาร์จ EV สาธารณะของสหราชอาณาจักร อย่าง InstaVolt ชี้ว่า ขณะนี้บริษัทดำเนินการติดตั้งเครื่องชาร์จไปแล้ว 1,250 เครื่อง หลังราคารถยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีการปรับตัวลง ทั้งนี้บริษัทคาดว่าผู้บริโภคจะยังคงซื้อเครื่องชาร์จต่อไป และจะไม่เปลี่ยนเป้าหมายใดๆ จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะติดตั้งเครื่องชาร์จ  EV ให้ได้ 10,000 เครื่องภายในปี 2030

อย่างไรก็ตาม  Andy Palmer อดีต CEO ของ Aston Martin ให้ความเห็นว่า สัญญาณล่าสุดของรัฐบาลอังกฤษบ่งบอกว่าทางการยังขาดแผนดำเนินการในระยะยาว

ปัจจุบัน Palmer ดำรงตำแหน่งประธานบริษัท Inobat ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ผลิตแบตเตอรี่ EV จากเดิมที่เคยพิจารณาว่าจะตั้งโรงงานเพื่อผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในอังกฤษ แต่ขณะนี้ต้องเบนความสนใจไปตั้งโรงงานในสเปนแทน เนื่องจากกลยุทธ์ทางอุตสาหกรรมระยะยาวและการมุ่งเน้นของนักลงทุน

นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรยังต้องเผชิญกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rule of Origin) ในข้อตกลงการค้าหลัง Brexit ซึ่งอาจหมายความว่ารถยนต์ไฟฟ้าระหว่างสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปอาจถูกอัตราภาษี 10% ในปี 2024

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว