
บริสเบน จมบาดาล! น้ำทะลัก กลายเป็นเมืองร้าง
บริสเบนเจอฝันร้ายครั้งใหญ่ กระแสน้ำไหลเอ่อท่วมเมือง ปิดตายย่านธุรกิจที่เคยคึกคักกลับกลายเป็นเมืองผีสิง
บริสเบนเจอฝันร้ายครั้งใหญ่ กระแสน้ำไหลเอ่อท่วมเมือง ปิดตายย่านธุรกิจที่เคยคึกคักกลับกลายเป็นเมืองผีสิง
ในที่สุดกระแสน้ำในหลายพื้นที่ที่ท่วมรัฐควีนส์แลนด์ได้ไหลบ่าเข้าท่วมนครบริสเบน ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจของรัฐควีนส์แลนด์ และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของออสเตรเลีย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 13 ม.ค. ทำให้ถนนหนทางเริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำที่ไหลทะลักมาจากแม่น้ำบริสเบนเข้าท่วมตัวเมือง หลังเจ้าหน้าที่ตัดสินใจระบายน้ำออกจากเขื่อน ซึ่งล่าสุดระดับน้ำเพิ่มสูงจนเต็มเขื่อน
กระแสน้ำที่ไหลทะลักเข้าท่วมเมืองครั้งนี้ ส่งผลให้ชาวเมืองบริสเบนหลายพันคนซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำตื่นตระหนก ทิ้งบ้านช่อง เร่งอพยพออกนอกเมือง พร้อมแห่กักตุนน้ำและอาหาร
บีบีซี บรรยายสภาพของเมืองบริสเบนในขณะนี้ว่าไม่ต่างจาก “เมืองผีสิง” เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในเมืองถูกตัดขาด เพราะเกรงว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะลัดวงจรได้หากเกิดน้ำท่วม ขณะที่ชาวเมืองหากไม่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน ก็อพยพไปอยู่เมืองอื่นชั่วคราว ส่วนร้านรวงต่างๆ ก็ทยอยปิดทำการ
ขณะที่เอพี รายงานว่า ในบางพื้นที่ของเมืองบริสเบนมีระดับน้ำท่วมสูงมิดสัญญาณไฟจราจร ส่วนอาคารสำนักงานธุรกิจในเมืองซึ่งเคยคึกคักเนื่องจากเป็นย่านธุรกิจถูกทิ้งร้าง ถนนหลายสายถูกตัดขาด ประชาชนต้องสัญจรไปมาโดยใช้เรือ
“นั่นเป็นทั้งหมดในชีวิตของฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างหายวับไปในพริบตา ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้” คิม หวง ผู้จัดการร้านเดอะซอลท์ แอนด์เปปเปอร์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่
ขณะที่แคมป์เบลล์ นิวแมน นายกเทศมนตรีเมืองบริสเบน กล่าวยืนยันว่า จำนวนบ้านเรือนในบริสเบนที่คาดว่าถูกน้ำท่วมได้เพิ่มขึ้นจาก 6,500 หลังคาเรือน เป็น 19,700 หลังคาเรือนแล้ว นอกจากนี้ ยังประมาณการว่าจะมีบ้านเรือนอีกราว 1.2 หมื่นหลังคาเรือน ได้รับความเสียหายเล็กน้อย
ด้าน แอนนา ไบลห์ มุขมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ในออสเตรเลีย กล่าวว่า เรากำลังเผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบกว่า 100 ปี และอาจมีบ้านเรือนนับหมื่นถูกน้ำท่วม เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกันนี้ยังเตือนให้ประชาชนให้อยู่แต่ในบ้านและหลีกเลี่ยงการเดินทางและขับขี่รถยนต์
“สิ่งที่เกิดขึ้นนี้คือ หายนะทางธรรมชาติอย่างร้ายแรง คุณควรอยู่ในบ้าน และไม่เดินทางไปไหน นอกจากจะมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น” มุขมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ระบุ
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า น้ำในแม่น้ำบริสเบน ซึ่งไหลผ่านด้านตะวันออกของเมือง จะมีระดับน้ำสูงเกินกว่า 5.4 เมตร ซึ่งเป็นระดับน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2517 รุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 120 ปี
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทางการออสเตรเลียได้เตรียมศูนย์ผู้ประสบภัย 2 แห่ง และส่งเฮลิคอปเตอร์อีก 7 ลำ เข้าเตรียมพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือและค้นหาผู้สูญหายซึ่งขณะนี้มี 67 คน
ด้านนายกรัฐมนตรี จูเลีย กิลลาร์ด ของออสเตรเลีย ได้เดินทางไปตรวจดูสภาพความเสียหายในนครบริสเบนแล้ว
นอกจากบริสเบนจะกลายเป็นเมืองบาดาลแล้ว เมืองอิพสวิชซึ่งอยู่ใกล้กันก็กำลังเผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน ควีนส์แลนด์ ไทม์ส รายงานว่า กว่า 3,000 หลังคาเรือนจมอยู่ใต้น้ำ ขณะที่ชาวเมืองราว 1,100 คน ต้องทิ้งบ้านไปพำนักที่ศูนย์อพยพ
ทั้งนี้ เหตุอุทกภัยครั้งเลวร้ายในรัฐควีนส์แลนด์นับตั้งแต่เดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อย 22 ราย และสูญหายอีกอย่างน้อย 44 ราย สร้างความเสียหายกินบริเวณกว้างขนาดเท่ากับ ประเทศฝรั่งเศสและเยอรมนีรวมกัน กระทบต่อประชาชนราว 2 แสนคน โดยพื้นที่ที่ประสบเหตุรุนแรงสุด คือ เมืองทูวูมบา ตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองบริสเบน ซึ่งชาวเมืองเผชิญกับน้ำหลากอย่างรวดเร็วเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย
กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เศร้าสลด ยังมีข่าวดีที่ช่วยสร้างรอยยิ้มให้ชาวเมืองบริสเบนอยู่บ้าง เมื่อคุณแม่รายหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชายในช่วงที่เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่ใกล้กับเมืองบริสเบนเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
สื่อของออสเตรเลียพากันเรียกเด็กชาย คัลลัม แจ็ก วีแลนด์ ผู้นี้ ว่า “เด็กชายปาฏิหาริย์” โดยหนังสือพิมพ์เดลีเทเลกราฟ พรรณนาถึงเด็กน้อยผู้นี้ว่า “เป็นบทพิสูจน์ว่าท่ามกลางความสิ้นหวังในรัฐควีนส์แลนด์ ยังมีความหวังอยู่เสมอ”
รายงานข่าวยังระบุว่า คุณแม่ผู้นี้คลอดบุตรเมื่อช่วงคืนวันอังคารที่ 11 ม.ค. ด้วยความช่วยเหลือของบรรดาญาติพี่น้อง เนื่องจากเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินไม่สามารถเข้าถึงบ้านพักของเธอได้หลังเกิดฝนตกหนัก แต่ในที่สุดเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉินก็สามารถรับตัวคุณแม่และคัลลัม แจ็ก วีแลนด์ วัย 1 วัน จากบ้านพักในย่านไบรต์วิว เมืองล็อกเยอร์วัลเลย์ ทางตะวันตกของเมืองบริสเบนไปส่งโรงพยาบาลได้แล้ว โดยขณะนี้ทั้งสองแม่ลูกมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี
วันเดียวกัน เอเอฟพี รายงานว่า สายธารน้ำใจจากเพื่อนบ้านเริ่มหลั่งไหลไปสู่ออสเตรเลียบ้างแล้ว ล่าสุดโฆษกกระทรวงต่างประเทศของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า อินโดนีเซียได้บริจาคเงินราว 1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 30.5 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในออสเตรเลียแล้ว
“รัฐบาลตลอดจนพลเมืองของออสเตรเลียเคยให้ความช่วยเหลือเราเมื่อครั้งที่เผชิญกับเหตุภัยพิบัติ และเราก็เคยให้ความช่วยเหลือออสเตรเลียมาก่อนหน้านี้ นี่คือตัวอย่างของการมีสัมพันธ์ที่ดีและมีความสามัคคีต่อกัน” โฆษกกระทรวงต่างประเทศ กล่าว







