เพนกวินจักรพรรดิเสี่ยงสูญพันธุ์เพราะโลกรวน
เตรียมขึ้นทะเบียนเพนกวินจักรพรรดิในรัฐบัญญัติสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species Act หรือ ESA) จากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำให้โลกรวน
โดยปกติเพนกวินจักรพรรดิมักรวมฝูงกันบนธารน้ำแข็ง ทั้งยังเป็นอาณาบริเวณไว้หาอาหารและหลบเลี่ยงผู้ล่าจากมหาสมุทร แต่อุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้ธารน้ำแข็งเริ่มละลายและแตกตัวจนแหล่งที่อยู่ของเจ้าสัตว์ตัวอ้วนกลมขนฟูชนิดนี้หายไปมากกว่าครึ่ง
สถาบันสมุทรศาสตร์วูดสโฮล (Woods Hole Oceanographic Institution) แห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ ระบุว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งในคาบสมุทรแอนตาร์กติกละลายไปแล้วกว่า 60%
ทางองค์การบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐ (US Fish and Wildlife Service) ได้ขึ้นทะเบียนสายพันธุ์ดังกล่าวให้อยู่ในลิสต์ ‘เสี่ยงสูญพันธุ์’ แล้ว
ทางด้านผู้อำนวยการบริการแห่งองค์การบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐ (US Fish and Wildlife Service) ระบุในแถลงการณ์ว่า การขึ้นทะเบียนเพนกวินจักรพรรดิเพิ่มในลิสต์ สะท้อนถึงวิกฤตการสูญพันธุ์ของสัตว์โลกที่เพิ่มขึ้น ทั้งยังเน้นย้ำความสำคัญของรัฐบัญญัติสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์ที่พยายามอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆไว้ก่อนจะสายเกินแก้
เพนกวินจักรพรรดินอกจากจะล่าปลา และปลาหมึกในทะเลเป็นอาหาร ตัวพวกมันยังเป็นหนึ่งในอาหารอันโอชะของเหล่าแมวน้ำเสือดาวและวาฬเพชรฆาต หากเพนกวินจักรพรรดิได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศในครั้งนี้ ก็มีแนวโน้มว่าบรรดาสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆจะเผชิญความเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ จากการที่ห่วงโซ่อาหารถูกทำลายด้วยเช่นกัน
ตามรายงานขององค์การบริหารปลาและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐ ประชากรเพนกวินในแถบชายฝั่งแอนตาร์กติกา ปัจจุบันมีอยู่ราว 650,000 ตัว แม้ว่าจำนวนนี้ยังคงนิ่งอยู่ แต่งานวิจัยคาดว่าประชากรเพนกวินจะลดลงไปถึง 47% จากเดิม 26% ภายในปี 2050
เพนกวินจักรพรรดิถือเป็นเพนกวินที่สูงที่สุดและหนักที่สุดใน 18 สายพันธุ์ พวกมันสามารถหนักได้ถึง 40 กิโลกรัม และสูงได้ถึง 1.1 เมตร


