posttoday
โสมขาวผ่าทางตันเลี่ยงวิกฤตสงครามเกาหลีรอบ 2

โสมขาวผ่าทางตันเลี่ยงวิกฤตสงครามเกาหลีรอบ 2

04 มกราคม 2554

ถือเป็นข่าวดีต้อนรับศักราชใหม่รับปีกระต่าย เมื่อประเทศสองโสมสองสี ทั้งแดงและขาว ต่างมีทีท่าผ่อนปรน และพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะสนทนาหารือฉันพี่น้องร่วมสายเลือดกันอีกครั้ง

ถือเป็นข่าวดีต้อนรับศักราชใหม่รับปีกระต่าย เมื่อประเทศสองโสมสองสี ทั้งแดงและขาว ต่างมีทีท่าผ่อนปรน และพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะสนทนาหารือฉันพี่น้องร่วมสายเลือดกันอีกครั้ง

โดยประธานาธิบดี ลีมยองบัก แห่งเกาหลีใต้ ได้ออกมากล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 3 ม.ค. ว่า กรุงโซล (เกาหลีใต้) พร้อมเปิดประตูต้อนรับเปียงยาง (เกาหลีเหนือ) เพื่อพูดคุยเจรจา และเสนอให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศความตึงเครียดบนคาบสมุทรที่ยังคงคุกรุ่นต่อเนื่องมาจากช่วงปลายปี 2553

 

โสมขาวผ่าทางตันเลี่ยงวิกฤตสงครามเกาหลีรอบ 2

ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีลีมยองบักเป็นส่วนหนึ่งของคำปราศรัยตามธรรมเนียมวันขึ้นปีใหม่ โดยเอเอฟพีระบุว่า คำปราศรัยดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่สามหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในเกาหลีเหนือได้เปิดเผยท่าทีเรียกร้องให้เมืองเปียงยางกระชับความสัมพันธ์กับกรุงโซลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในปี 2554 นี้

แน่นอนว่าในคำปราศรัยนี้ประธานาธิบดีลีมยองบักยังไม่วายทิ้งลายจุดยืนแข็งกร้าวของเกาหลีใต้ โดยการเน้นย้ำให้เกาหลีเหนือละทิ้งนโยบายทางการทหารทั้งหมดไป ก่อนเดินหน้าเข้าหากันเพื่อสนทนาพูดคุยฉันมิตร

ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้เริ่มตกอยู่ในสภาวะเข้าขั้นวิกฤตเมื่อช่วงปลายปี 2553 ทันทีที่เสียงปืนระเบิดขึ้นบริเวณเกาะยองเปียง ชายแดนของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2553 จนคร่าชีวิตพลเรือนและทหารไปอย่างละ 2 คน โดยสาเหตุมาจากการที่เกาหลีใต้กระทำการยั่วยุไปซ้อมรบในเขตพรมแดนพิพาทหรือเส้นเขตแดนทางเหนือ (เอ็นแอลแอล)

โศกนาฏกรรมและความรุนแรงในครั้งนั้นนับเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเกาหลีเมื่อปี 2496 เป็นต้นมา

เหตุการณ์ที่ตามมาก็คือเกาหลีใต้ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีลีมยองบักได้จับมือกับมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกาทำการซ้อมรบร่วมกันอีกหลายระลอก ซึ่งรวมไปถึงการซ้อมรบด้วยการใช้กระสุนจริง เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2553 ที่บริเวณเกาะยองเปียง

อย่างไรก็ตาม โชคดีว่าในครั้งนั้นทางเกาหลีเหนือเลือกที่จะนิ่งเฉยเสีย ไม่ตอบโต้ท่าทีอันดุดันของเกาหลีใต้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างคลื่นมหึมากระเทือนความสงบของคาบสมุทรเกาหลี จนกลายเป็นภาวะวิกฤตสุ่มเสี่ยงต่อการปะทุของสงครามรอบใหม่ อีกทั้งยังลามกระทบไปทั้งภูมิภาคเอเชีย

หนึ่งในข้อความปราศรัยของประธานาธิบดีลีมยองบักยังระบุอีกด้วยว่า เกาหลีใต้มีพร้อมทั้งเจตนารมณ์และแผนงานที่จะเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันกับเกาหลีเหนือภายใต้ประชาคมโลก หากเกาหลีเหนือแสดงความบริสุทธิ์อย่างจริงใจ

ประธานาธิบดีลีมยองบักยังย้ำเพิ่มเติมอีกว่า ถึงเวลาแล้วที่เกาหลีเหนือจะตระหนักได้เสียทีว่าบรรดาอาวุธนิวเคลียร์และแสนยานุภาพทางทหารไม่สามารถนำมาซึ่งสิ่งที่เกาหลีเหนือมุ่งหวังปรารถนาได้ และทางเดียวที่จะทำได้ก็คือการละทิ้งสิ่งเหล่านั้นไป

ด้านซินหัว รายงานว่า คำปราศรัยของประธานาธิบดีเกาหลีใต้สอดรับกับความต้องการของเกาหลีเหนือ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ผ่านบทบรรณาธิการในวาระพิเศษของ 3 หนังสือพิมพ์หลักของรัฐบาลเกาหลีเหนือ คือ โรดอง ซินมุน โจซอน อินมินกุน และชองเนียว จอนวี ที่ร่วมกันเขียนขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 1 ม.ค.

ในบทบรรณาธิการนั้นย้ำชัดถึงจุดยืนของประเทศที่จะนำความสันติสุขกลับคืนสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ และมีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะขจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดไปจากคาบสมุทรเกาหลี

ทั้งนี้ บทบรรณาธิการยังระบุชัดว่าทั้งสองประเทศควรหามาตรการผ่อนคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้นให้หมดไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้มีการสนับสนุนส่งเสริมการเจรจาและความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ บทบรรณาธิการนี้ยังกล่าวด้วยว่าทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ควรออกนโยบายเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างกระตือรือร้นเพื่อให้เกาหลีทั้งสองกลับมาเป็นหนึ่งเดียวอีกครั้งภายใต้สโลแกนที่ว่า “ให้ชาวเกาหลีทั้งหมด ทั้งเหนือ ใต้และชาวเกาหลีพลัดถิ่นได้จับมือกันพยายามเป็นประเทศเอกราชหนึ่งเดียวร่วมกันอีกครั้ง”

ข้อความในบทบรรณาธิการได้เรียกร้องให้เกาหลีใต้ละทิ้งนโยบายที่ทำให้เกิดการเผชิญหน้า โดยให้เกาหลีใต้คำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศที่มีร่วมกันเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด

การออกมากล่าวคำปราศรัยพร้อมด้วยท่าทีที่อ่อนโยนมากขึ้นของประธานาธิบดีลีมยองบัก ทำให้ เบียกซึงจู นักวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ด้านกลาโหมของเกาหลีกล่าวว่า เกาหลีใต้ได้บอกเป็นนัยให้ทางเกาหลีเหนือทราบแล้วว่าทางกรุงโซลพร้อมที่จะรื้อฟื้นการพูดคุย ซึ่งหยุดชะงักมาเป็นเวลากว่า 3 ปี และนับเป็นสัญญาณที่ดีของสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลี

โดยภายหลังจากการเปิดฉากโจมตีอย่างกะทันหันของเกาหลีเหนือ บรรดาผู้นำจากนานาประเทศต่างรุมประณามการกระทำดังกล่าว ทั้งยังเรียกร้องให้ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรของเกาหลีเหนือให้เข้ามาตักเตือนการกระทำดังกล่าว ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางเอเอฟพีให้ข้อสังเกตว่าจีนดูจะไม่เต็มใจทำเท่าไรนัก และเลี่ยงไปโดยเสนอให้มีการเจรจาทั้ง 6 ฝ่ายแทน ประกอบด้วย เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ และรัสเซีย

แน่นอนว่าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐ ต่างเมินเฉยต่อข้อเสนอนี้ทันที โดยให้เหตุผลว่า ตราบใดที่เกาหลีเหนือยังไม่สามารถพิสูจน์ความจริงใจต่อการกำจัดอาวุธนิวเคลียร์และความต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้อย่างจริงจัง เมื่อนั้นการเจรจา 6 ฝ่ายก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ดังนั้น เมื่อการตอบโต้ของทั้งสองประเทศภายใต้สายตาของนานาชาติเป็นไปในทิศทางบวก ความเป็นไปได้ที่จะมีการเจรจาอย่างจริงจังจึงเรืองรองขึ้น

อย่างไรก็ตาม เบียกซึงจู กล่าวว่า เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง อย่างเมื่อต้นปี 2553 ท่าทีของเกาหลีทั้งเหนือและใต้ต่างเป็นมิตรต่อกัน แต่ก็จบลงด้วยความตึงเครียดเมื่อปลายปี เพราะเจตนารมณ์ของผู้นำทางการเมืองมีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่อาจมีเหตุการณ์แทรกซ้อนให้ท่าทีของสองโสมมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก