แค่อาวุธยังไม่พอ โซเวียตเคยวิจัยพลังจิตควบคุมมนุษย์
สหภาพโซเวียตพยายามอย่างหนักวิจัยอาวุธพลังจิตควบคุมคนและสิ่งของสู้สหรัฐในยุคสงครามเย็นในยุคสงครามเย็น
สหรัฐและสหภาพโซเวียตต่างแข่งขันกันเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีและประสบความสำเร็จด้านวิทยาศาสตร์ ที่โลกรับรู้กันทั่วไปก็คือ การส่งมนุษย์ขึ้นไปสู่อวกาศและเหยียบดวงจันทร์ แต่ยังมีสิ่งที่ทั้งสองประเทศนี้แข่งขันกันแต่ชาวโลกส่วนใหญ่ยังไม่รู้อีกมากมายหนึ่งในนั้นคือการวิจัยแหวกแนวอย่างปรจิตวิทยา (parapsychology) หรือที่โซเวียตเรียกว่า psychotronics เพื่อควบคุมจิตใจหรือควบคุมวัตถุที่อยู่ห่างออกไป
เรื่องราวการทดลองควบคุมจิตใจของสหรัฐเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ทั้งยังถูกนำมาเขียนหนังสือ สารคดี หรือแม้แต่ภาพยนตร์ฮอลลีวูดอย่างเรื่อง The Men Who Stare at Goats
ทว่าเรื่องจากฝั่งโซเวียตไม่ค่อยมีใครรู้ จนกระทั่ง เซิร์จ แคร์นบาค (Serge Kernbach) จากศูนย์วิจัยวิทยาการหุ่นยนต์ขั้นสูงและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมในเมืองสตุตการ์ตของเยอรมนี นำเรื่องนี้มาตีแผ่เมื่อปี 2013 โดยอาศัยวารสารวิชาการของรัสเซียและเอกสารที่เคยปกปิดเป็นความลับ
แคร์นบาคบอกเล่าการวิจัยด้านจิตใจของรัสเซียตั้งแต่ปี 1917-2003 โดยมุ่งเน้นไปหลายด้านซึ่งส่วนใหญ่สะท้อนโครงการวิจัยต่างๆ ของสหรัฐ เช่น โครงการ MKULTRA ของสหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการที่ CIA ใช้เวลา 20 ปีในการศึกษาวิธีจัดการกับจิตใจของผู้คนและปรับเปลี่ยนการทำงานของสมอง
นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ MKULTRA ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดการจิตใจของผู้คนโดยเปลี่ยนการทำงานของสมองโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งนำมาสู่การพัฒนาอาวุธจิตทรอนิก (psychotronic weapons) เพื่อใช้เปลี่ยนจิตใจของมนุษย์
โซเวียตมีโครงการคล้ายกันนี้เช่นกัน รวมทั้ง psychotronics ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่มีมาช้านานว่าสมองของมนุษย์สามารถรับและส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงบางชนิดได้ และอาจส่งผลต่อวัตถุอื่นๆ ด้วย โซเวียตจึงพยายามใช้วิธีต่างๆ ควบคุมจิตใจของคนที่เข้ารับการทดลอง
นักวิจัยหลายคนรายงานว่า พลังสมองของมนุษย์นี้สามารถเปลี่ยนนิวเคลียสของไฮโดนเจนที่ถูกทำให้เกิดสภาวะแม่เหล็ก และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของข้าวสาลี ต้นองุ่น หรือแม้แต่ร่างกายมนุษย์ได้
โซเวียตยังก้าวไปถึงขั้นคิดค้นอุปกรณ์ที่เรียกว่า cerpan ที่สามารถสร้างและกักเก็บพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงเพื่อใช้ควบคุมวัตถุอื่นๆ
รายงานของแคร์นบาคระบุว่า “หากเครื่องกำเนิดได้รับการออกแบบมาอย่างเหมาะสม ก็สามารถสะสมพลังงานชีวภาพจากสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งสัตว์ พืช มนุษย์ แล้วปล่อยออกไปภายนอก”
โครงการนี้ของโซเวียตก็คล้ายๆ กับโครงการ MKULTRA ของสหรัฐคือ มีการศึกษาผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อมนุษย์ และการวิจัยที่ผิดกฎหมายนี้มีการใช้ยากับมนุษย์ เช่น LSD ซึ่ งมีฤทธิ์หลอนประสาท การสะกดจิต และสารเคมีและรังสี
ที่น่าตกใจคือ บางการวิจัยทำโดยผู้ที่ถูกวิจัยไม่รู้ตัว
แคร์นบาคเผยว่า การวิจัยทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล และแม้ว่าการคำนวณออกมาเป็นตัวเลขจะยากแต่แคร์นบาคสรุปว่าอาจจะเป็นร้อยๆ ล้าน หรืออาจถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับโครงการ MKULTRA ของสหรัฐ
แคร์นบาคระบุว่า การวิจัยส่วนใหญ่ของโครงการนี้ยุติลงในปี 2003 ทว่าไม่ชัดเจนว่ารัสเซีย (หรือสหรัฐ) ยังเดินหน้าโครงการต่างๆ เกี่ยวกับการควบคุมจิตใจนี้อยู่หรือไม่
แคร์นบาคบอกว่า มีนักวิจัยในรัสเซียที่ยังทำงานเกี่ยวกับ psychotronics มากถึง 500 คน (โดยวัดจากจำนวนที่ยังคงเข้าร่วมประชุมในหัวข้อนี้)
อย่างไรก็ดี สิ่งที่การตรวจสอบข้อมูลของแคร์นบาคไม่ได้บอกคือ ผลของการวิจัย
แคร์นบาคบอกอีกว่า ยังมีงานวิจัยแปลกๆ ในรัสเซียที่ยังถูกเก็บเป็นความลับอีกมาก เช่น เอกสารเกี่ยวกับการทดลองใน OGPU และ NKVD (OGPU คือ ตำรวจลับของสหภาพโซเวียตระหว่างปี 1922-1934 และพัฒนามาเป็น NKVD ซึ่งรวมถึงองค์กรที่กลายเป็นสายลับ KGB ในภายหลัง)
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเปิดเผยของแคร์นบาคเป็นเพียงการสะกิดผิวๆ เท่านั้น
AFP PHOTO / JEAN-PIERRE CLATOT


