ยิ่งตุนเพื่อฉีดเข็มกระตุ้น การระบาดยิ่งลากยาว
ประเด็นน่าสนใจที่หยิบยกขึ้นมาโดย The New York Times ที่ตั้งข้อสังเกตว่าบางทีการฉีดเข็มกระตุ้นในหมู่ประเทศร่ำรวย อาจทำให้การระบาดยืดระยะเวลาต่อไปอีก ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
ตามรายงานของ New York Times tracker ที่ติดตามการฉีดวัคซีน ระบุว่าประมาณ 73% ของการฉีดวัคซีนทั่วโลกเกิดขึ้นในประเทศที่มีรายได้สูงและระดับกลางค่อนข้างบน ในขณะที่ประเทศรายได้ต่ำได้วัคซีนแค่ 0.9%
หนึ่งในประเทศรายได้ต่ำคือ บอตสวานา ประเทศที่พบเชื้อโอมิครอน/โอไมครอน (Omicron) แห่งที่ 2 ต่อจากแอฟริกาใต้ มีอัตาราการฉีดวัคซีน 47.22% ของประชากร ซึ่งเกือบทั้งหมดนี้เป็นเพียงเข็มแรก และหากจะฉีดกันให้ครบ 70% ของประชากรจะต้องใช้เวลาถึงเดือนธันวาคม 2024 หรืออีก 3 ปีเลยทีเดียว
อย่าว่าแต่ประชาชนทั่วไปเลย แม้แต่บุคคลากรแถวหน้าก็ยังไม่เห็นวัคซีน
เตโวโดรส อัดฮาโนม ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงกับกล่าวว่า "บอกตรงๆ เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจว่าหนึ่งปีนับตั้งแต่มีการฉีดวัคซีนครั้งแรก เจ้าหน้าที่สาธารณสุข 3 ใน 4 คนในแอฟริกายังคงไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย"
ดังนั้น กว่าที่ประเทศที่จนที่สุดจะได้วัคซีนครบถ้วน จะเกิดขึ้นอะไรอีกกับการระบาดใหญ่ก็ไม่รู้
ตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่ Omicron ปรากฏตัว มีเสียงตำหนิประเทศร่ำรวยว่าเป็นต้นเหตุ (ส่วนหนึ่ง) ที่ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมา เพราะเป็นตัวการกักตุนวัคซีนเพื่อฉีดให้กับประชาชนของตัวเองจนครบ 2 เข็ม ในขณะที่ประเทศยากจนที่สุดในแอฟริกาถูกทอดทิ้ง จนในที่สุดการกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้นในแอฟริกาตอนใต้
ตอนนี้มันกลับมาสู่วัฏจักรเดิมอีกครั้ง ประเทศร่ำรวยที่ฉีดวัคซีน 2 เข็ม เริ่มทะยอยกัน "แพลมท่าที" ออกมาว่าจะต้องฉีดเข็มกระตุ้นหรือเข็มที่ 3 จึงจะเอาอยู่ บางประเทศเช่นอิสราเอลล้ำไปถึงขนาดจะเริ่มฉีดเข็มที่ 4 ด้วยซ้ำ
มันฟังดูเหมือนกับว่าประเทศร่ำรวยแข็งขันดีในการป้องกันตัวเอง แต่มองมุมกลับมันยังหมายความว่าการตุนวัคซีนจะเริ่มต้นอีกครั้งแล้ว และมันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีจนกระทั่งอัดฮาโนมต้องกล่าวการแข่งกันฉีดบูสเตอร์จะทำให้ "ไวรัสมีโอกาสแพร่กระจายและกลายพันธุ์มากขึ้น"
อัดฮาโนมกล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดในคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ไม่ใช่คนที่ไม่ได้รับการการฉีดกระตุ้น”
จากคำพูดนี้ผอ. อนามัยโลกย้ำถึง "คนที่ไม่ได้รับวัคซีน" ไม่ได้หมายถึงคนฉีดวัคซีนกระตุ้นคือมากว่า 2 เข็ม จากคำพูดนี้อนุมานได้ว่า "แค่ 2 เข็มก็ช่วยได้มากโขแล้ว"
และอัดฮาโนมกล่าวเสริมชัดขึ้นว่า “โครงการฉีดกระตุ้นแบบปูพรม มีแนวโน้มที่จะยืดเวลาการแพร่ระบาดออกไป แทนที่จะยุติมัน โดยการเปลี่ยนเส้นทางอุปทาน (วัคซีน) ไปยังประเทศที่มีการฉีดวัคซีนในระดับสูงอยู่แล้ว ทำให้ไวรัสมีโอกาสแพร่ระบาดและกลายพันธุ์มากขึ้น”
มันหมายความว่า ต่อให้คุณฉีดเข็มกระตุ้น แต่มันจะไร้ความหมาย หากส่วนอื่นๆ ของโลกยังไม่ได้รับวัคซีนสักเข็มหรืออย่าว่าแต่ 2 เข็ม
เพราะหากประเทศไม่กี่ประเทศตุนวัคซีนมาไว้ที่ตัวเองเพื่อกระตุ้นไปเรื่อยๆ มันจะก่อให้เกิด "หลุมดำ" ที่เชื้อมีโอกาสกลายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ดังนั้นการกระตุ้นจึงสูญเปล่า หรืออย่างน้อยก็ได้ผลแค่ชั่วครั้งชั่วคราว
ผอ. อนามัยโลกจึงบอกชัดว่า “ไม่มีประเทศใดสามารถใช้เข็มกระตุ้นเพื่อหนีจากโรคระบาดนี้ได้”
แน่นอนว่าความเห็นนี้สวนทางกับท่าทีของรัฐบาลในประเทศตะวันตก ที่ "แพลมท่าที" เรื่องเข็มกระตุ้นแบบวันต่อวัน หากไม่ใช่ระดับรัฐบาลก็เป็นบริษัทวัคซีนเองที่เผยประสิทธิภาพของเข็มกระตุ้นถี่ขึ้นในช่วงนี้
ที่ใช้คำว่า "แพลมท่าที" เพราะประชาชนในประเทศร่ำรวยเองก็เริ่มหมดความอดทนกับการฉีดเข็มแล้วเข็มเล่า รัฐบาลจึงใช้ท่าทีแบบสั่งการไม่ได้ ต้องใช้การเผยทีละน้อยๆ ถึงความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้น
เช่น บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ แนะนำให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อ "เป็นของขวัญคริสต์มาสสำหรับญาติๆ"
ส่วนที่ฝรั่งเศส รัฐบาลเรียกร้องให้ประชาชนได้รับวัคซีนกระตุ้นหลังจากฉีดวัคซีนครั้งแรกเพียง 3 เดือน จากเดิมมีระยะเวลาทิ้งห่าง 5 เดือน - ซึ่งนี่เท่ากับเป็นการใบ้ๆ กลายๆ ว่าเวลากระชั้นเข้ามาแล้วและอาจจะ "บังคับฉีด"
แต่ดูจากสถานการณ์ในยุโรปที่ตอนนี้แทบไม่มีการประท้วงต่อต้านล็อคดาวน์และการฉีดวัคซีนภาคบังคับเหมือนปลายเดือนพฤศจิกายน (ช่วงเดลตาระบาดระลอกใหม่) มันอาจเป็นสัญญาณว่าประชาชน "อาจจะโอเค" หรืออาจจะเหนื่อยกับการต่อต้านจนปล่อยเลยตามเลย นั่นหมายความว่าการฉีดกระตุ้นในยุโรปอาจจะฉลุย
ลงเป็นแบบนี้แล้วเชื่อได้เลยว่าอุปทานวัคซีนจะไปไม่ถึงประเทศยากจนอีก และเป็นไปตามคำพูดของ ผอ. อนามัยโลก สิ่งที่จะตามมาคือโควิด-19 จะกลายพันธุ์อีก
จนสงสัยว่าจะวนกันเป็นลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ หากโลกเราจะสู้กับโควิด-19 แบบกระจัดกระจาย ไม่ใช่ความร่วมมือแบบครอบคลุม
สิ่งที่ประชาคมโลกทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่การทำแบบประชาคม แต่ต่างคนต่างทำ
ขณะที่ประเทศร่ำรวยกักวัคซีนที่ตัวเองมากๆ ประเทศยากจนที่ได้วัคซีนก็บริการวัคซีนไม่มีประสิทธิภาพจนต้องเอาไปทิ้งเสียมาก ดังน้นจะโทษฝ่ายเดียวก็ไม่ด้ ต้องเฉลี่ย "ความผิด" ให้ถึงทุกฝ่าย
หากจะเปรียบก็คือ เรากำลังวิ่งสามขาหนีโควิด แต่ขณะที่คนแข็งแรงวิ่งเอาๆ คู่วิ่งที่อ่อนเอกว่าวิ่งกะเผลกๆ เพราะไม่มีแรงและเพราะเฉื่อยเอง แน่นอนว่าท้ายที่สุดจะหัวคะมำด้วยกันทั้งคู่
นั่นก็เป็นประเด็นหนึ่ง อีกประเด็นหนึ่งที่แหลมขึ้นมาคือ การฉีดกระตุ้นกันไปเรื่อยๆ จะทำให้เชื้อ "ดื้อ" ขึ้นมาหรือเปล่า?
หรือถ้าไม่ดื้อมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนล้า" (immune system fatigue) เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์บางคนเตือนรัฐบาลอิสราเอลว่า "อย่าหาทำ" กับการฉีดเข็มที่ 4 หรือมากกว่านั้น ยิ่งฉีดมาก ภูมิของกันของร่างกายยิ่งเหนื่อย
แม้แต่เจ้าของร่างกายก็ยังเหนื่อยที่ต้องไปต่อคิวฉีดแล้วฉีดอีก
ผู้ที่มีความเห็นทำนองนี้คือ โดร เมโวราช (Dror Mevorach) ซึ่งเป็นหัวหน้าแผนกผู้ป่วยโคโรนาไวรัสที่ Hadassah Medical Center ในเมืองเยรูซาเล็มก็เรียกร้องให้รอข้อมูลเพิ่มเติมการจะฉีดเข็ม 4
เขาบอกผ่าน The New York Times ว่า “เพียงเพราะเรา (อิสราเอล) ฉีดโดสที่ 3 นำประเทศอื่น ไม่ได้หมายความว่าควรมีโดสที่ 4 โดยไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์” และเสริมว่าการลดลงของแอนติบอดีเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเรื่องธรรมชาติ และการเพิ่มแอนติบอดีอาจมีประโยชน์จำกัด
ตามรายงานของวิทยุกองทัพบกอิสราเอล แม้แต่อธิบดีกรมสาธารณสุข ชารอน อัลรอย-เพรอิส (Sharon Alroy-Preis) ยังถึงกับประท้วงในที่ประชุมของเจ้าหน้าที่รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ว่า ยังไม่มีการทดลองที่โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศ
ดูเหมือนว่าการฉีดเข็มกระตุ้นจะกลายเป็นการ "แสดงศักยภาพ" ของบางประเทศไปแล้ว ราวกับพยายามเก็บแต้มการฉีดวัคซีนมากกว่าจะกำราบโรคแบบครอบคลุม
การกำราบโรคจริงๆ ก็อย่างที่บอกไป นั่นคือต้องอุดรูรั่วในพื้นที่ที่วัคซีนเข้าไม่ถึงด้วย ถ้าไม่ทำแบบนี้ ต่อให้ฉีดวัคซีนจนแขนพรุน
ก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้
บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน
Photo by JAVIER TORRES / AFP


