posttoday

ลงดาบแจ็ค หม่าแล้ว ใครจะเป็นรายต่อไป?

24 ธันวาคม 2563

หลังจากที่แจ็ค หม่าถูกเชือดไปแล้วหนึ่งราย เราจะมาสำรวจความเป็นไปได้กันว่าเจ้าสัวรายไหนที่จะถูกรัฐบาลเล่นงานเป็นรายต่อไป

ปี 2020 คือปีหายนะของคนทั้งโลก แต่สำหรับสองยักษ์ใหญ่ธุรกิจจีนอย่าง Alibaba กับ Tencent แล้วมันเป็นที่ยิ่งกว่าหายนะเสียอีก

ปีนี้ธุรกิจออนไลน์มาแรงเพราะการล็อคดาวน์ เฉพาะในจีนกิจกรรมออนไลน์หลายๆ ด้านกลายเป็นนิวนอร์มอลแบบเต็มตัว ซึ่งธุรกิจพวกนี้มีผู้เล่นสำคัญคือ Alibaba กับ Tencent ครองพื้นที่จนดูเหมือนจะเป็นการผูกขาด แต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น

ที่ไม่ถึงขนาดนั้น เพราะในเซกเตอร์นี้ยังมีคู่แข่งรายอื่นๆ อีก แต่ก็เช่นเดียวกัน ผู้เล่นรายอื่นๆ ก็มีแต่รายใหญ่ๆ ที่กุมส่วนแบ่งตลาดใหญ่เกินไป ทำให้ตั้งข้อแม้กับลูกค้าแบบไม่เกรงใจหลายกรณี ไม่ใช่แค่เพิ่งจะเริ่มในปีนี้ แต่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ตัวอย่างเช่นกรณีของ Meituan (เหม่ยถวน เตี่ยนผิง) ซึ่งในปีที่แล้วกุมส่วนแบ่งตลาดบริการส่งอาหารในจีนถึง 60% ลูกค้าหลายคนเริ่มกล่าวหาว่า Meituan เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกินไป ส่วนพนักงานของบริษัทก็นัดหยุดงานประท้วงเพราะถูกกดค่าแรง

ในด้านบริการเรียกรถแท็กซี่ Didi Chuxing (ตีตี ชูสิง) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ Uber ถูกจับตามานานหลายปีเรื่องแนวโน้มที่จะผูกขาดตลาด โดยเฉพาะในปี 2018 ทางการจีนทำการสืบสวนแล้วพบแนวโน้มที่บริษัทนี้จะผูกขาดตลาด เนื่องจากเป็นผู้บริการรายใหญ่รายเดียว ปัจจุบันกุมส่วนแบ่งตลาดถึง 90% แต่รัฐบาลก็ยังไม่ลงดาบจนถึงวันนี้

ส่วน ByteDance ผู้ให้บริการความบันเทิงขนาดสั้นในรูปแบบคลิปที่เรารู้จักกันดีคือ TikTok ไม่ได้มีปัญหาในประเทศมากนัก แต่เรารู้กันว่าบริษัทนี้ถูกเล่นงานอย่างหนักในสหรัฐ ส่วนในประเทศจีน ByteDance พยายามริเริ่มไลน์ธุรกิจใหม่ๆ เช่น ทำเสิร์ชเอนจินเพื่อท้าทายการผูกขาดของ Baidu ดังนั้นบริษัทนี้จึงน่าจะรอดอย่างน้อยก็ตอนนี้

Didi กับ ByteDance ยังเตรียมลงมาเล่นธุรกิจแนวฟินเทคด้วย โดยช่วงปลายปี 2020 มีรายงานว่า Didi จะเปิดบริการเพย์เมนต์ที่ชื่อ Yuefu เพื่อให้โอกาสลูกค้านั่งรถก่อนจ่ายทีหลัง เพียงแต่มันมาในรูปของเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยระยะ 38 วัน

ส่วน ByteDance จะเปิดบริการสินเชื่อผ่าน Douyin (โต่วอิน ซึ่งเป็น TikTok เวอร์ชั่นจีน) เพื่อกู้เงินไปซื้อสินค้าหรือบริการที่พ่วงกับแอพนี้ ตอนนี้ให้บริการบางส่วน

การให้บริการแบบนี้คาบลูกคาบดอกกับภาคการเงินพอสมควรและยังเกี่ยวกับการก่อหนี้โดยตรง ซึ่งรัฐบาลจีนไม่น่าจะแฮปปี้

มันอาจทำให้ Didi กับ ByteDance เจอเล่นงานแบบเดียวกับ Alibaba กับ Tencent ที่พยายามลงมาเล่นภาคการเงินจนถูกรัฐบาลเบรค และสั่งห้ามแพลตฟอร์มธุรกิจฟินเทค (ซึ่งเป็นของยักษ์ออนไลน์ใหญ่ๆ) ผูกธุรกิจกับธนาคารเกินกว่า 1 แห่งเพื่อป้องกันไม่ให้แพลตฟอร์มใดๆ ได้รับส่วนแบ่งการตลาดมากเกินไป

หรือถ้าจะให้ตีความเจตนาของจีนก็คือ ไม่อยากให้บริษัทที่ใหญ่ในด้านอื่นอยู่แล้วเข้ามากินส่วนแบ่งในฟินเทค โดยเฉพาะการให้บริการที่ก่อหนี้โดยไม่จำเป็น

ที่ Ant ของแจ็ค หม่าถูกตัดตอนก่อนที่จะเปิด IPO ส่วสนหนึ่งก็เพราะเกรงกันว่าจะกระตุ้นให้มีการกู้เงินมากเกินไปเพราะ Ant ปล่อยเงินง่ายดายโดยอ้างว่าคำนวณโอกาสที่หนี้จะไม่เสียได้โดยใช้อัลกอริธึม แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนจะไม่เสี่ยงด้วย

ก่อนที่จะวิเคราะห์แนวโน้มต่อไป เรามาดูกันก่อนว่าตัวเล่นที่สำคัญในธุรกิจออนไลน์ของจีนในตอนนี้มีใครบ้าง

Alibaba, JD.com และ Pinduoduo อยู่ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ, Tencent อยู่ในธุรกิจเกม โซเชียลมีเดีย และโมไบล์เพย์เมนต์, ByteDance อยู่ในธุรกิจคลิปสั้น, Didi Chuxing อยู่ในธุรกิจบริการแท็กซี่ และ Meituan อยู่ในบริการส่งอาหาร

ในบรรดาบริษัทเหล่านี้ถูกรัฐบาลเรียกตัวไปคุยมาแล้วว่าให้ระวังการทำธุรกิจแบบผูกขาด แต่ที่ถูกรัฐบาลเล่นงานไปแล้ว คือ Alibaba ฐานผูกขาดตลาด โดยก่อนหน้านี้ Ant ซึ่งอยู่ในเครือก็ถูกเชือดไปแล้ว ทำให้ตอนนี้อาณาจักรของแจ็ค หม่าเจอหนักที่สุด

ถามว่าทำไมบริษัทในสายเดียวกันอย่าง JD.com กับ Pinduoduo จึงไม่เจอดีแบบแจ็ค หม่า?

ทั้งสองค่ายมีเรื่องมีราวกับ Alibaba อยู่ก่อนแล้ว แค่ไม่ละเมิดกฎหมายจนตกที่นั่งลำบาก ทั้งสองควรจะดีใจที่กฎหมายฉบับนี้เอาผิดกับ Alibaba

ตัวอย่างเช่น Pinduoduo มีกรณีที่ผู้ผลิตสินค้ารายหนึ่งโวยวายว่า Alibaba เรียกค่าปรับเพราะบริษัทนี้ไปขายสินค้าในแพลตฟอร์มของ Pinduoduo ที่เป็นคู่แข่ง ส่วน JD.com ก็เคยกล่าวหา Alibaba บีบผู้ขายทำสัญญาไม่ให้ไปค้ากับแพลตฟอร์มอื่น

มันเป็นกรณีพิพาทแบบนี้มานาน แต่รัฐบาลจีนยังไม่ขยับมากนัก จนกระทั่งในปีนี้จู่ๆ ก็ชักดาบออกมาฟันยักษ์เสียอย่างนั้น แต่คู่กรณีของ Alibaba รายอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไม่โดนดังที่บอกไปว่าทั้งหมดถูกเรียกไปเตือนแล้วว่าอย่าทำตัวผูกขาดตลาด

ตอนนี้กรมการเมืองจีน (โปลิตบูโร) กำลังเพ่งเล็งไปที่ "การขยายตัวของทุนอย่างไม่เป็นระเบียบ" ซึ่งหมายความว่าไม่ใช่แค่พฤติกรรมผูกขาดเท่านั้น กิจกรรมทางธุรกิจอะไรที่ดูจะเป็นเอาเปรียบลูกค้าหรือคู่แข่ง อาจจะถูกเพ่งเล็งเอาง่ายๆ

ถ้าบริษัทที่เป็นคู่กรณีของ Alibaba ยังไม่มีดวงขึ้นเขียง แล้วบริษัทไหนที่มีโอกาสตามรอย? คาดว่าบริษัทที่มีโอกาสถูกตรวจสอบการผูกขาดมากที่สุดก็คือ Tencent ซึ่งในระยะหลังผนึกกำลังกับ Alibaba ในหลายๆ ด้าน เช่นการแบ่งกันถือหุ้นก้อนใหญ่ในแพลตฟอร์มวิดิโอ Bilibili และทั้งสองก็ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มนี้เพื่อหนุนธุรกิจตัวเอง เช่น Alibaba ใช้หนุนแพลตฟอร์มขายสินค้าและ Tencent ใช้หนุนแพลตฟอร์มเกมออนไลน์กับสตีมมิ่งเพลง

ราวกับว่ากำลังต้องการทำให้ตลาดเหลือยักษ์ที่แบ่งกันหากินคนละเซกเตอร์เพียงสองยักษ์ โดยเฉพาะเป้าหมายในการกำราบไม่ให้ ByteDance เป็นเจ้าตลาดด้านความบันเทิงออนไลน์และกำลังเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงตัวเล่นใหม่ๆ ที่เข้ามาเป็น "ผู้เล่นทรงคุณค่า" แทนที่รุ่นใหญ่รุ่นเดิม

นอกจากผนึกกำลังกันแล้วยังแยกกันตีด้วย โดยก่อนหน้านี้ไม่นาน Alibaba กับ Tencent แยกกันไปเจรจากับ Baidu ซึ่งนอกจากจะเป็นเสิร์ชเอ็นจินที่เกือบจะผูกขาดของจีนแล้ว ยังเป็นเจ้าของออนไลน์วิดิโอแพลตฟอร์มยอดนิยมคือ iQIYI ด้วย ทั้งสองบริษัทพยายามจะซื้อแพลตฟอร์มนี้มาครอง ทั้งๆ ที่ทั้งสองก็มีออนไลน์วิดิโอแพลตของตัวเองอยู่แล้ว

ปรากฏว่าดีลนี้ไปไม่ถึงไหน เพราะถูกทางการจีนเพ่งเล็งเสียก่อน หลังจากนั้นไม่นานแจ็ค หม่าก็เริ่มที่จะถูกตรวจสอบหนักขึ้นเรื่อยๆ

รายต่อไปก็คือ Tencent อย่างแน่นอน แต่ที่ยังไม่ถูกเล่นงานก็เพราะไม่ได้ผลักดันแผนการที่ทะเยอทะยานเหมือนแจ็ค หม่าในธุรกิจฟินเทคและไม่ได้ท้าทายอำนาจรัฐเหมือนแจ็ค หม่า ข้อดีของโพนี หม่า บิ๊กบอสของ Tencent ก็คือเขาเป็นคนโลว์โพร์ไฟล์ ดังนั้นโอกาสที่จะพูดอะไรเป็นที่ขัดเคืองใจรัฐบาลจึงมีน้อย

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่โดน บริษัทนี้มีทั้งแนวโน้มการผูกขาดตลาดผ่านเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกอึดอัด เช่นกรณี China Literature (เหยี่ยเหวิน จี้ถวน) ของ Tencent เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผู้เขียนหนังสืออีบุ๊คผ่านแพลตฟอร์มนี้โวยวายว่าเงื่อนไขใช้บริการส่อไปในทางผูกขาด

โพนี่ หม่า เคยบอกว่า "ในอเมริกาเมื่อคุณนำไอเดียออกสู่ตลาด คุณมักจะมีเวลาหลายเดือนก่อนที่การแข่งขันจะปรากฏขึ้นทำให้คุณสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญได้ ในประเทศจีนคุณสามารถมีคู่แข่งได้หลายร้อยคนภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกของการถ่ายทอดสด แนวคิดไม่สำคัญในจีน - การตัดสินใจทำนั่นแหละสำคัญ"

Tencent จึงลงมือทำด้วยการควบกิจการเพื่อสร้างอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ จนกระทั่งเดือนพฤศจิกายนได้ดีลใหญ่คือการรวมกิจการกับ Huya (หู่ยา) กับ DouYu (โต้วอวี้) แพลตฟอร์มไลฟ์สตรีมมิ่งเกมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนทั้งสองแห่ง ที่จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทในด้านเกมส์มากขึ้นไปอีก

แต่แล้วเมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนี่เองที่ทางการจีนกำลังจะตรวจสอบว่าดีลนี้เข้าข่ายผูกขาดตลาดหรือไม่

หรือถ้ายังไม่โดนในตอนนี้กฎหมายใหม่จะบ่อนทำลายยุทธวิธีซื้อกิจการ+ควบรวมกิจการที่ Tencent มักจะทำเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่

หลังจากนี้โพนี่ หม่าจะต้องคิดแล้วคิดอีกก่อนจะควบรวมกิจการกับใคร

จะว่าไปแล้วกฎหมายต่อต้านการผูกขาดเป็นคุณกับ ByteDance อยู่ไม่น้อยเลย มันยังทำให้จีนมีแพลตฟอร์มที่หลากหลายขึ้น กระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ

อย่างที่เราจะเห็นว่าผลผลิตภัณฑ์ของ ByteDance คือ Douyin กับ TikTok ฮิตขนาดไหน ตัวแรกนั้นฮิตในจีนแรงมากจนสะเทือน Tencent และตัวหลังฮิตไปทั่วโลกจนรัฐบาลสหรัฐยังหาทางกำจัด

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วง นักลงทุนชะลอซื้อหุ้นเทคหลังงบ Nvidia