
วิกิลีกส์กับหลุมดำของความลับ
เหมือนว่าเวลานี้บุคคลที่โลกต้องการตัวมากที่สุด ไม่ใช่ชายที่ชื่อ โอซามา บินลาเดน เฉกเช่นที่เป็นมา แต่เป็นชายผิวขาวชาวออสเตรเลียที่ชื่อ จูเลียน เอสแซงก์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์...
เหมือนว่าเวลานี้บุคคลที่โลกต้องการตัวมากที่สุด ไม่ใช่ชายที่ชื่อ โอซามา บินลาเดน เฉกเช่นที่เป็นมา แต่เป็นชายผิวขาวชาวออสเตรเลียที่ชื่อ จูเลียน เอสแซงก์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์...
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เหมือนว่าเวลานี้บุคคลที่โลกต้องการตัวมากที่สุด ไม่ใช่ชายที่ชื่อ โอซามา บินลาเดน ผู้นำกลุ่มก่อการร้าย หัวหน้ากลุ่มอัลกออิดะห์ แต่เป็นชายผิวขาวชาวออสเตรเลียที่ชื่อ จูเลียน เอสแซงก์ ผู้ที่ไร้ปืน มีด หรือระเบิดเป็นอาวุธข้างกาย
จูเลียน เอสแซงก์ คือ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์วิกิลีกส์ ที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับวิกีพีเดีย แต่คำว่า วิกี มีความหมายว่า รวดเร็ว และลีกส์ หมายถึง การรั่วไหล
เวลานี้ข้อมูลลับทางการทูตของสหรัฐที่อ้างอิงถึงผู้นำประเทศทั่วโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประชาคมโลก และการกระทำและความคิดเห็นอีกจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่เคยหลุดรอดออกมาก่อน ได้กำลังแพร่สะพัดออกไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วสมดังชื่อ
ในมุมหนึ่ง นั่นกำลังสะท้อนให้เห็นว่า โลกไซเบอร์ทำให้สิ่งที่เรียกว่า “ความลับ” แทบจะไม่มีอยู่จริงในโลก
ในอีกด้านหนึ่ง โลกก็ดูจะน่าหวาดกลัวมากขึ้น เมื่อ “คนร้าย” หรือบุคคลที่มีอำนาจทำร้ายผู้อื่นได้อย่างมหาศาลนั้น อย่างที่บรรดาผู้นำโลกและนักการทูตจำนวนมากออกมาประณามเอสแซงก์ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีอาวุธหรืออุปกรณ์ร้ายแรงข้างกายอีกต่อไป
ข้อมูลที่วิกิลีกส์ทยอยรุกคืบเผยผลออกมานั้น ล้วนเป็นข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ทั้งสิ้น อย่างน้อยก็กำลังทำให้ประชาคมโลกระแวดระวังตัวเองมากขึ้น ในยามที่ต้องเผชิญหน้าร่วมกัน คงมีบ้างที่ความไว้วางใจที่มีต่อกันอาจจะต้องได้รับการเจือปนด้วยความรู้สึกระแคะระคายใจ
อีกทั้ง แม้จะมีการปฏิเสธจากทางสหรัฐ แต่คำสั่งของฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐ จากการเผยของวิกิลีกส์ ให้ “เก็บรวบรวมข้อมูลทาง ‘ไบโอเมตริก’ บทบาท... และอิทธิพล” ของเจ้าหน้าที่สหประชาชาติ รวมทั้ง|บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ
ทั้งนี้ คำว่าข้อมูลทางไบโอเมตริกนั้น คลอบคลุมถึงรอยนิ้วมือ ดีเอ็นเอ ตัวอย่างเสียง ระบบโปรแกรมม่านตา และข้อมูลที่ระบุความเป็นตัวตนทางกายภาพอื่นๆ
คำสั่งดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นวิถีทางการทูตของสหรัฐ ที่ดูคล้ายว่า ทูตสหรัฐจะทำหน้าที่เหลื่อมล้ำกับคำว่า “สายลับ” อยู่มาก
ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า คำถามที่ตามมาจากการหลุดรอดของข้อมูลเหล่านี้ คือ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นที่ตราตีว่าเป็นข้อมูลลับของสหรัฐ ประเทศยักษ์ใหญ่ของโลก
อะไรคือช่องโหว่หลุมดำ ...
ข้อมูลจากไทม์ แมกกาซีน ระบุว่า ในช่วง 2-3 ปีมานี้ สหรัฐได้ก่อข้อมูลลับเพิ่มขึ้นมาก
จำนวนของข้อมูลลับของสหรัฐเพิ่มขึ้นราว 75% จาก 105,163 ข้อมูล ในปี 1996 มาอยู่ที่ 183,224 ข้อมูล ในปี 2009
ขณะที่ข้อมูลของเอกสาร หรือการสื่อสารอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลลับเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอย่างทะลุเป้าเกินคาด โดยคิดเป็นตัวเลขสัดส่วนราวเกือบ 10 เท่า จาก 5,685,462 ข้อมูล ในปี 1996 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 54,651,765 ข้อมูล ในปี 2009
ดังนั้น แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งที่ขยายขึ้นสอดคล้องเป็นเงาตามตัวก็คือ บุคคลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
ไทม์ระบุไว้เช่นกันว่า ในปี 2008 เพียงแค่บุคคลในเพนตากอนแห่งเดียว ก็มีผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลลับถึงราว 6.3 แสนคนแล้ว
นอกจากนี้ ยิ่งมีบุคคลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้มาก จากหลายสถานที่ในทั่วทุกมุมโลกอันเป็นที่มั่นของหน่วยงานในสหรัฐ ดังนั้นเป็นธรรมดาที่จะทำให้ระบบยากในการที่จะรักษาความลับเหล่านั้นไว้ได้ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ เป็นสิ่งที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการตัดสินว่า ข้อมูลใดควรเป็นข้อมูลลับ
“เมื่อทุกอย่างถูกจัดเป็นข้อมูลลับแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นข้อมูลลับอีก” พอตเตอร์ สจ๊วต ตุลาการศาลสูงของสหรัฐกล่าวไว้ เมื่อครั้งเกิดกรณี เดอะ เพนตากอน (The Pentagon Case) เมื่อข้อมูลลับของสหรัฐเกี่ยวกับเวียดนามถูกเปิดโปง
ทั้งนี้ เอกสารลับของสหรัฐแบ่งลำดับชั้นความลับของข้อมูลออกเป็น 3 ระดับ คือ เอกสารลับ (Confident) ลับมาก (Secret) และลับสูงสุด (Top Secret) ซึ่งแต่ละขั้นเป็นไปตามความอ่อนไหว และรุนแรงต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งเมื่อเอกสารดังกล่าวได้รับการเก็บรักษาไว้ในระยะเวลาหนึ่ง ก็จะมีการพิจารณาลดลำดับชั้นความลับ (Downgraded) จนกระทั่งหลุดพ้นออกจากการเป็นเอกสารลับ (Declassified) ตามลำดับ โดยข้อมูลเหล่านั้นก็จะเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ในที่สุด
ส่วนเอกสารที่วิกิลีกส์ได้มาทั้งสิ้นกว่า 2.5 แสนข้อมูล จะมีราว 1.1 หมื่นข้อมูล ที่ได้รับการจัดให้อยู่ในลำดับชั้นความลับขั้นที่ 2 คือ ลับมาก (Secret) ซึ่งตามนิยามของเอกสารที่ทางการสหรัฐระบุก็คือ เป็นเหตุให้เกิด “ความเสียหายร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ”
เมื่อครั้งที่วิกิลีกส์เปิดโปงข้อมูลของหน่วยข่าวกรองของสหรัฐครั้งแรกราวเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ทางกระทรวงกลาโหม หรือเพนตากอน ได้กระโดดออกมาให้|คำมั่นว่าจะกลบหลุมดำอันเป็นรอยรั่วของระบบคอมพิวเตอร์
ไบรอัน ไวต์แมน โฆษกของเพนตากอนเขียนอีเมลถึงซีเอ็นเอ็นในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่วิกิลีกส์จะออกมาเผยข้อมูลอันเป็นเรื่องน่ากุมขมับของผู้นำสหรัฐ โดยอีเมลดังกล่าวระบุว่า ระบบคอมพิวเตอร์ราว 60% ในเพนตากอนได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่มีศักยภาพในการตรวจสอบการเข้าถึงและการใช้ข้อมูลอย่างผิดปกติ
“เพียงแค่ 60% เองหรือ? นั่นเป็นเรื่องน่าขำ คุณแทบจะไม่เคยได้ยินบริษัทไหนพูดว่า พวกเขามีระบบความปลอดภัยในโลกไซเบอร์น้อยกว่า 90%” เฮมุ นิแกม ผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์กล่าว
ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอีกหนึ่งความบกพร่องของรัฐบาลสหรัฐ
ขณะที่ในแนวคิดของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกับเอสแซงก์ เรื่องหนึ่งก็คือ ผู้นำสหรัฐก็มีความคิดเช่นกันว่า ควรจะมีความลับน้อยลง ดังนั้นทันทีที่โอบามาเข้ารับตำแหน่ง จึงมีบันทึกแจ้งไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้ทำงานด้วยความชื่อสัตย์ และโปร่งใส
ตามมาด้วยแนวทางการทบทวนข้อมูลลับของหน่วยงานต่างๆ ปรับปรุงโครงการสร้างข้อมูลลับในประเทศ รวมทั้งการนำผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกเข้ามาแนะนำเรื่องการจัดระบบ
ทว่าคงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าใจความสมดุลของการเก็บความลับที่ควรเป็นความลับ และการสร้างความโปร่งใสในสิ่งที่ควรต้องมีความโปร่งใส เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของรัฐบาล
อย่างน้อยก็มีสองคนที่ไม่เข้าใจ
หนึ่งคือ เอสแซงก์ และสองคือ เบรดเลย์ แมนนิง นายทหารวัย 23 ปี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในฐานะมือดี เข้าล้วงข้อมูลส่งต่อให้กับวิกิลีกส์
เบรดเลย์ เจ้าของฉายาเด็กมหัศจรรย์ (Whizzkid) ที่เพื่อนๆ สมัยเรียนตั้งให้ เนื่องจากความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ในวัยเด็กที่โดดเด่น สามารถสร้างเว็บไซต์สังคมออนไลน์ ทำนองเดียวกับเฟซบุ๊ก เพื่อไว้พูดคุยกับเพื่อนๆ แต่ขณะเดียวกัน แมนนิงก็มีลักษณะนิสัยที่แตกต่างจากเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน
“เขาจะมีความรู้สึกอยู่เสมอว่า ‘ฉันจะแก้ไขในความผิดพลาด’... เขาจะแสดงออกอย่างนั้นเสมอเวลาที่อยู่ที่โรงเรียน ถ้ามีบางสิ่งที่ผิด เขาจะพูดขึ้นมาทันทีว่า เขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งนั้น เขาเคยมีเรื่องกับครูที่โรงเรียนด้วย เมื่อเขาคิดว่า มีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม” ทอม ไดเออร์ อดีตเพื่อนร่วมโรงเรียนของแมนนิงกล่าว
แมนนิงเข้าร่วมกองทัพสหรัฐตั้งแต่ปี 2007 และได้รับการส่งตัวไปอยู่ประจำอยู่ที่กรุงแบกแดด ที่นั่นเองที่ทำให้แมนนิงมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลลับทางการทูต
การถูกล้วงข้อมูลลับ และใช้สื่อเป็นช่องทางการส่งต่อข้อมูลเหล่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก อย่างในเมื่อช่วงปี 1971 เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ได้เผยข้อมูลลับทางทหารของสหรัฐ ในเวียดนามคดีล้วงลับดังกล่าว เกิดขึ้นในอินเทอร์เน็ตไม่เฟื่องฟู
เดเนียล เอลส์เบิร์ก นักวิเคราะห์ระดับมันสมองของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของกองทัพสหรัฐ และอดีตนายทหารผู้รับใช้กองทัพในสงครามเวียดนาม ฉกข้อมูลลับระดับสูงสุด (Top Secret) ด้วย การถ่ายเอกสารข้อมูล และส่งต่อให้กับบรรณาธิการของนิวยอร์ก ไทมส์ โดยเอกสารเหล่านั้นชี้ว่า สหรัฐระเบิดกัมพูชา และปฏิบัติการโจมตีเวียดนามเหนือ และฝ่ายบริหารโกหกสาธารณชนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ ไม่ว่าประชาคมโลกจะต้องการพยายามไล่ล่าเจ้าพ่อจอมแฉที่ชื่อเอสแซงก์มากมายเพียงใด หรือเจ้าหน้าที่ทางการทูตสหรัฐจะต้องวิ่งวุ่น เพื่อเหนี่ยวรั้งสัมพันธ์ของประเทศกับประชาคมโลกไว้มากแค่ใหน
แต่นับจากนี้ สิ่งที่ทุกคนในโลกได้เรียนรู้ก็คือ คุณค่าและความแตกต่างของคำว่า “ความลับ” และ “โปร่งใส”







