เศรษฐีโลกบริจาคช่วยโควิดกันอย่างไร
บรรดาเศรษฐีคนดังของโลกมักบริจาคช่วยโควิดผ่านมูลนิธิ ไม่แทบไม่มีใครให้กับรัฐบาลโดยตรง
ตั้งแต่เกิดวิกฤตไวรัสโคโรนาระบาดใหญ่ไปทั่วโลก บรรดามหาเศรษฐีที่รวยระดับพันล้านดอลลาร์ (Billionaires) คนดังหลายคนออกมาเสนอความช่วยเหลือต่อสถานการณ์ไวรัสระบาดในหลากรูปแบบทั้งการบริจาคสิ่งของจำเป็น หรือบริจาคเป็นตัวเงินเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการรับมือไวรัส
เมื่อวันพุธ(15 เมษายน)ที่ผ่านมานิตยสารฟอร์บส์เพิ่งเผยการจัดอันดับมหาเศรษฐโลกที่รวยระดับBillionairesประจำปี 2020 ซึ่ง
ขณะนี้ทั่วโลกมีเศรษฐีที่รวยระดับพันล้านดอลลาร์มากถึง 2,095 คน ประเทศที่มีจำนวนเศรษฐีมากสุดคือสหรัฐ โดยมีเศรษฐีบิลเลียนแนร์มากถึง 614 คน ซึ่งคนรวยทีสุดในโลกยังคงเป็นเจ้าพ่ออเมซอน "เจฟฟ์ เบโซส์" คนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ด้วยทรัพย์สินถึง 113 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เราได้ยินข่าวของมหาเศรษฐโลกชื่อดังหลายคนออกมาแสดงความช่วยเหลือด้วยการบริจาคช่วยอะไรต่อมิอะไรมากมาย เริ่มตั้งแต่เจฟฟ์ เบโซส์ (ซึ่งรวยเบอร์หนึ่งของโลก) แต่บริจาคเงิน 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,250 ล้านบาท)ให้กับมูลนิธิธนาคารอาหารอเมริกา (Feeding America) ซึ่งทางมูลนิธิดังกล่าวบอกว่า เงินบริจาคของเบโซส์เป็นจำนวนก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่งเท่าที่พวกเขาเคยได้รับ และจะช่วยให้คนอเมริกันรายได้น้อยนับไม่ถ้วนได้อิ่มท้อง
อย่างไรก็ตาม หากเทียบเงิน 100 ล้านดอลลาร์ กับมูลค่าความมั่งคั่งของเบโซส์ทั้งหมดที่ 113 พันล้านดอลลาร์ นั่นเป็นเพียงแค่ 0.1% ของทรัพย์สินที่เบโซส์มีทั้งหมด
ขณะที่เศรษฐีเบอร์รวยเบอร์สองของโลกอย่าง "บิล เกตส์" ซึ่งมีมูลนิธิของตนเองอยู่แล้วคือ "มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ (Bill & Melinda Gates Foundation) ทั้งยังเป็นมูลนิธิการกุศลที่มีทุนหนาถึง 46 พันล้านดอลลาร์ ได้บริจาคเงินทุนหลายก้อนและสิ่งของ
หลากชนิดที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือโควิด-19 ทั้งยังทุ่มทุนวิจัยและสร้างโรงงานผลิตวัคซีนถึง 7 แห่งทั่วโลก มูลค่าร่วมๆ2-3พันล้านดอลลาร์ ไม่เพียงแค่นั่น เมื่อมีข่าวว่าทรัมป์สั่งตัดเงินอุดหนุนอนามัยโลก เกสต์ได้บริจาคให้อนามัยโลกในทันที 150 ล้านดอลลาร์
อีลอน มัสก์ ที่เปลี่ยนโรงงานของตนเป็นสายการผลิตเครื่องช่วยหายใจบริจาคให้กับโรงพยาบาล ทั้งยังบริจาคเครื่องดังกล่าวนับพันเครื่องให้โรงพยาบาลหลายแห่งในสหรัฐฯ
แต่ที่กลายเป็นข่าวดังคือการบริจาคของนาย แจ็ค ดอร์ซีย์ (Jack Dorsey) ผู้ก่อตั้งทวิตเตอร์ ประกาศบริจาคเงิน 1พันล้านดอลลาร์ (ราว 32,500 ล้านบาท) ให้กับกองทุนวิจัยโคโรนาไวรัส เพื่อสู้กับโควิด-19 ซึ่งสำหรับดอร์ซีย์เป็นเศรษฐีโลกอันดับที่ 804 ตามอันดับของฟอร์บส์ ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 3.8 พันล้านดอลลาร์ นั่นหมายความว่าเงินบริจาค 1 พันล้านของเขานั้น คิดเป็น28% ของความมั่งคั่งที่มีทั้งหมด
ส่วนมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก เจ้าพ่อเฟซบุ๊กบริจาคเงินเพียง 30 ล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิของบิล เกสต์ และมูลนิธิWellcome Trust ในอังกฤษเพื่อสมทบทุนวิจัยโคโรนาไวรัส
ด้านเจ้าพ่ออาลีบาบาอย่างแจ็ค หม่า บริจาคเงินราว 14.5 ล้านดอลลาร์ หรือ 100 ล้านหยวน เพื่อหนุนงานวิจัยพัฒนาวัคซีนไวรัสโคโรนา ทั้งบริจาคหน้ากากและอุปกรณ์จำเป็นทางการแพทย์ให้กับหลายประเทศที่มีจำนวนผู้ป่วยโควิดมาก โดยหม่ามีทรัพย์สินทั้งสิ้น 44 พันล้านดอลลาร์
มหาเศรษฐีเจ้าพ่อแฟชั่นแบรนด์หรูในเครือ LVMH อย่าง เบอร์นาร์ต อาร์โนลต์ แม้จะไม่มีรายงานข่าวการบริจาคเป็นตัวเงิน แต่มีรายงานว่าบริษัทของเขาได้เปลี่ยนสายการผลิตน้ำหอมแบรนด์หรู มาผลิตเจลล้างมือแจกประชาชนแทน รวมถึงยังสั่งซื้อหน้ากากล็อตใหญ่จากจีนช่วยคนฝรั่งเศส
แม้การบริจาคเหล่านี้จะเกิดขึ้นโดยความต้องการส่วนตัว (แง่Morality and mercy ตามสไตล์เศรษฐีใจบุญ) ไม่ได้มีใครร้องขอ แต่สังเกตได้ว่าเศรษฐีคนดังระดับโลก มักบริจาคทรัพย์สินของตนเองให้กับบรรดากองทุนมูลนิธิเป็นส่วนใหญ่ แทบไม่ค่อยให้กับรัฐบาลโดยตรง แต่สิ่งที่บรรดาเศรษฐีให้กับรัฐบาลโดยตรงคือสารพัดภาษี รวมถึงภาษีความมั่งคั่งด้วย (จะมากจะน้อยหรือoffshoreก็อีกเรื่องนึง) ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว แม้จะเป็นภาวะวิกฤตระดับโลก ก็ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเรี่ยรายภาษีจากหลากหลายรูปแบบ และบริหารทรัพยากรเหล่านั้นอย่างมีประสิทธิภาพในการรับมือกับวิกฤต มากกว่ารอคอยความเมตตาจากบรรดามหาเศรษฐี


