posttoday

อีกสมรภูมิโควิด-19ที่แพ้ไม้ได้ เปิดยุทธศาสตร์กอบกู้เศรษฐกิจโลก

17 มีนาคม 2563

อาการหยุดนิ่งทางเศรษฐกิจ เหมือนกับว่าโลกของเรากำลังค่อยๆ เป็นอัมพาตไปทีละน้อยๆ

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมาตรการออกมาไล่ๆ กันในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ อย่างแรกคืออัดฉีดเงิน 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเป็นเงินกู้ระยะสั้นให้กับธนาคารต่างๆ โดยวันที่ 12 มีนาคมอัดฉีดรอบแรก 5 แสนล้านเหรียญ วันที่ 13 มีนาคมอัดอีก 500 แสนเหรียญ และจะอัดอีก 5 แสนล้านเหรียญทุกๆ สัปดาห์จนกว่าจะสิ้นเดือนมีนาคม

ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม เฟดหั่นดอกเบี้ยเหลือ 0 - 0.25% และทุ่มเงินอีก 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐเพื่อซื้อพันธบัตรและสินทรัพย์จำนองเพื่อช่วยพยุงธนาคารอีกรอบ

นี่คือยุทธวิธีในการรับมือกับแรงกระแทกของวิกฤตโควิด-19 สหรัฐตัดสินใจอย่างฉับไวและทำในเวลาไล่ๆ กันหมือนประเมินสถานการณ์แบบวันต่อวัน แต่ไม่ใช่แค่ธนาคารกลางทำงานโดดๆ เท่านั้น นี่เป็นการประสานพลังของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างลงตัว

ทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐกำหนดทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางทั่วโลกฉันใด ความเป็นไปของเศรษฐกิจสหรัฐก็กำหนดชะตากรรมเศรษฐกิจโลกฉันนั้น เมื่อเฟดเคลื่อนไหวจึงทำให้ธนาคารกลางอื่นๆ มีปฏิกริยาในทางเดียวกัน เช่น ธนาคารกลางญี่ปุ่นที่อัดฉีดเงินเข้าระบบในวันเดียวกันทันที ตามด้วยฝรั่งเศสที่ปิดประเทศพร้อมกับประกาศนโยบายพยุงเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน

ความเสี่ยงที่เราเห็นในเวลานี้คือจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (Meltdown) ของตลาดหุ้นและเศรษฐกิจทั่วโลก แทบไม่มีประเทศไหนที่จะรอดพ้นไปได้ เพียงแต่จะหนักระดับไหนเท่านั้น การขยับอย่างรวดเร็วของเฟดจึงเป็นสัญญาณให้ประเทศอื่นๆ ต้องรีบขยับด่วน

ต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ของเรา

• เห็นได้ชัดว่าเฟดต้องการให้ธนาคารมีเงินอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่ธนาคารจะปล่อยกู้ได้ การซื้อสินทรัพย์ของเฟดจึงมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดสินเชื่อหยุดนิ่งเพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภคและธุรกิจได้ต่อไป ผู้ว่าการเฟดกล่าวว่าการลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมลง ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลายๆ ประเภทลดลง

• เมื่อเฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบด้วยวิธีนี้ ถือเป็นเรื่องดีสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าถึงเงินสด เพราะการกู้เงินจากธนาคารได้ง่ายขึ้นและมีดอกเบี้ยลดลง จะช่วยพยุงธุรกิจต่างๆ เอาไว้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ปกติ

• ตามปกติแล้วเมื่อลดดอกเบี้ยกับเปิดทางให้ธนาคารปล่อยกู้ได้มากขึ้นอาจทำให้เกิดการก่อหนี้ใหม่มากขึ้น แต่เราคาดการณ์ว่าอาจไม่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจอาจยังคงระมัดระวังในการใช้จ่ายและการลงทุน เพื่อรอให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ

• ขณะเดียวกันประชาชนก็จะเกิดความอุ่นใจว่าธนาคารมีกระแสเงินมากพอ เพราะเฟดหนุนหลังเต็มที่ ทำให้ไม่เกิดความแตกตื่นจนแห่มาถอนเงิน

• อีกหนึ่งผลดีต่อประชาชนคือดอกเบี้ยเงินกู้บ้านในสหรัฐจะลดลง โดยก่อนหน้านี้อัตราดอกเบี้ยกู้บ้าน 30 ปี ลดลงจาก 4.46% ในเดือนมกราคม 2562 เป็น 3.29% ณ วันที่ 5 มีนาคม 2563 แต่การหั่นดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงไปอีก และทำให้ผู้ที่จะซื้อบ้านมีกำลังซื้อมากขึ้น

• การลดดอกเบี้ยทำให้ดอกเบี้ยเงินฝากลดลงซึ่งถือเป็นข้อเสียสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ที่มักจะเก็บเงินในช่วงเวลาวิกฤต การออมเงินของประชาชนในช่วงนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้การใช้จ่ายลดลง อันที่จริงแล้วปัญหานี้น่าจะทำให้คนอเมริกันชินชาพอสมควร เพราะเฟดเพิ่งทะยอยขึ้นดอกเบี้ยระหว่างปี 2558 - 2561 แล้วก็เริ่มหั่นดอกเบี้ยอีกในปี 2562

• ปัญหาก็คือสหรัฐตั้งสมมติฐานการระบาดเอาไว้ยาวนานแค่ไหน? ในส่วนของจีนมีการคารการณ์ว่าการระบาดน่าจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน (หรือฤดูร้อน) ในปีนี้ แต่สหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าอาจจะลากยาวไปถึงฤดูใบไม้ผลิปี 2564

• เท่าที่เราทราบตอนนี้คือ สตีเวน มนิวชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐเตรียมจะขออำนาจพิเศษจากสภาคองเกรสให้กระทรวงมีอำนาจการตัดสินใจเทียบเท่ากับช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินปี 2551 เพราะเหไนแล้วว่ามันไม่ได้กระทบแค่ธุรกิจท่องเที่ยว แต่ลามไปทุกเซคเตอร์

• มนิวชินกับเจอโรม พาวเวลล์ ผู้ว่าการเฟดหารือกันมาตลอดเรื่องการพยุงเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ขุนคลังกับผู้ว่าแบงก์ชาติถูกคอกัน ต่างจากบางประเทศที่มักจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ดังนั้นแนวทางพยุงเศรษฐกิจของสหรัฐน่าจะเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ยังมีปัญหาว่ากระทรวงการคลังยังมีอำนาจบางอย่างไม่พอ

• อำนาจที่กระทรวงการคลังสหรัฐต้องการนั้น ถูกกฎหมายที่สภาคองเกรสผ่านเมื่อปี 2553 ริบไป (กฎหมาย Dodd-Frank) เพื่อควบคุมภาคการเงินและหน่วยงานที่ดูแลสถาบันการเงิน เช่น เฟด ไม่ให้เลินเล่อจนเกิดวิกฤตการเงินขึ้นมาอีก อำนาจที่ถูกริบไป เช่น อำนาจของกระทรวงการคลังที่จะรับประกันเงินทุนให้ตลาดการเงิน และอำนาจของเฟดที่จะปล่อยกู้สถาบันการเงินที่กำลังจะล้มเป็นเฉพาะรายไป

• การที่เฟดลดดอกเบี้ยมาอยู่เท่ากับตอนเกิดวิกฤตการเงิน จึงเหมาะเจาะกับการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐต้องการอำนาจในช่วงวิกฤตการเงินกลับคืนมา ซึ่งมองได้ว่าตอนนี้โลกของเราอาการหนักเท่ากับเมื่อ 12 ปีก่อนแล้ว และดีไม่ดีอาจจะหนักกว่าเพราะความเคลื่อนไหวทุกอย่าง ไม่เฉพาะเรื่องการเงิน ได้หยุดชะงักไปทีละอย่าง ทีละประเทศ

• เหมือนกับว่าโลกของเรากำลังค่อยๆ เป็นอัมพาต (ชั่วคราว) ไปทีละน้อยๆ

• ในอีกแง่หนึ่ง มองได้ว่าการรวบอำนาจของรัฐบาลจะมากขึ้น เราะจะเห็นว่าฝรั่งเศสใช้วิธีเหมือนรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางเพื่อรับมือการระบาดอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สงครามเศรษฐกิจเช่นกันจะต้องผนึกกำลังระหว่าง "เสนาแบงก์ชาติ" และ "ขุนคลัง" เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในด้านหนึ่งผู้นำประเทศต้องบังคับทิศทางกระทรวงอื่นๆ ให้สนองตอบในทิศทางเดียวกันเหมือนภาวะสงครามที่ชี้นำโดยแม่ทัพใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะแพ้ทั้งสงครามไวรัสและสงครามเศรษฐกิจ

• ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของนโยบายและความสามัคคีของหน่วยงานต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นมากในเวลานี้ 

ข่าวล่าสุด

“แพทองธาร”ร่วมให้กำลังใจ “ยศชนัน” หาเสียงวัยรุ่นสยาม