posttoday
ได้เวลาฟันราคา! เมื่อราคา AI เริ่มพุ่งสูง ทำหลายบริษัทสั่งเบรก

ได้เวลาฟันราคา! เมื่อราคา AI เริ่มพุ่งสูง ทำหลายบริษัทสั่งเบรก

22 มิถุนายน 2569

จากเครื่องมือแห่งอนาคตสู่ต้นทุนก้อนโต หลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของ AI หลังค่าใช้งานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และ Agentic AI ใช้ทรัพยากรมากกว่าที่คาดไว้

ปัจจุบันหลายบริษัทมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้งาน AI เต็มรูปแบบ จากความก้าวหน้าในเทคโนโลยีที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างกว้างขวาง จนหลายบริษัทเริ่มพิจารณานำ AI เข้ามาทดแทนและใช้งานแทนคนมากขึ้น

 

แต่ล่าสุดแนวคิดนั้นอาจต้องสะดุดเมื่อ AI อาจไม่ได้ถูกอย่างที่หลายคนคิด

 

ได้เวลาฟันราคา! เมื่อราคา AI เริ่มพุ่งสูง ทำหลายบริษัทสั่งเบรก

 

เมื่อ AI ไม่ได้ราคาถูกเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

ความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI ทำให้ผู้คนต่างให้ความสนใจและเริ่มปรับมันเข้ามาใช้งาน ทั้งในส่วนการทำงานและชีวิตประจำวัน ด้วยขีดความสามารถในการเข้าถึง จัดการ และนำเสนอข้อมูลระดับสูง ที่สามารถเข้ามาจัดการและใช้ในระบบการทำงานได้จริง

 

ทำให้ในปัจจุบัน AI เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานทั่วไป ทั้งช่วยหา สรุป รวบรวมข้อมูล สร้างชิ้นงาน ตลอดจนการเขียนโค้ดที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถอย่างชัดเจน กลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์หลักที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง หลายบริษัทยังผลักดันแกมบังคับให้พนักงานใช้ AI ในการทำงาน เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญในการประเมินของบริษัท

 

อย่างไรก็ตามกระแสความร้อนแรงของ AI เริ่มมาถึงจุดสะดุด เมื่อปัจจุบันแนวทางให้บริการ AI เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่จ่ายรายเดือนสามารถใช้ได้ไม่จำกัดจึงสามารถคุมต้นทุนได้สะดวก กลายเป็นค่าใช้จ่ายตามจำนวนที่ใช้ไป เช่นเดียวกับต้นทุนการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ทำเอาหลายบริษัทเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามอีกครั้ง

 

วันนี้เราจึงมาเจาะลึกสาเหตุและแนวโน้มของทิศทางของโลกในอนาคต

 

ได้เวลาฟันราคา! เมื่อราคา AI เริ่มพุ่งสูง ทำหลายบริษัทสั่งเบรก

 

AI ไม่ได้แพงขึ้น แต่กำลังกลับสู่ราคาจริง

 

หลายท่านอาจไม่ทราบว่าที่จริงบริษัท AI ระดับโลกทั้งหลายล้วนขาดทุนทั้งสิ้น แม้จะสามารถหาสมาชิกและองค์กรใช้บริการได้เป็นกอบเป็นกำแต่ก็ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากต้นทุนการพัฒนาโมเดล ค่าแรงวิศวกรซอฟต์แวร์ชั้นแนวหน้า ตลอดจนต้นทุนการประมวลผลมหาศาล ทำให้ต้นทุนของ AI ที่เราใช้งานสูงกว่าค่าบริการจริงหลายเท่า

 

สาเหตุที่ทำให้ราคถูกลงเกิดจากการที่บริษัทเหล่านี้ยอมหั่นราคาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาด แสดงอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานโดยคาดหวังการทำกำไรในอนาคต โดยอาศัยเม็ดเงินจากนักลงทุนมาอุดหนุนส่วนต่างเหล่านี้เพื่อจูงใจผู้ใช้งานทั่วไปและประคับประคองบริษัท

 

การอุดหนุนเหล่านี้จึงมีขีดจำกัด เมื่อเวลาผ่านไปนักลงทุนจะเริ่มถามหาช่องทางทำกำไรที่ควรจะได้รับ ทำให้เมื่อ AI ถูกพิสูจน์ว่ามีประโยชน์สามารถนำไปใช้งานได้จริง มีตลาดขนาดใหญ่เพียงพอ ประกอบกับงบการเงินเริ่มตึงตัว หลายบริษัทอย่าง SpaceX, OpenAI และ Anthropic จึงเริ่มทยอยมองหาช่องทางสร้างกำไรก่อน IPO เข้าตลาดหุ้น

 

สิ่งนั้นส่งผลกระทบต่ออัตราค่าบริการ AI ที่เราใช้งานกันปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าจากเดิมที่สามารถเหมาจ่ายในราคา 700 หรือ 7000 บาท/เดือน ก็เริ่มถูกขยับให้ปรับมาเป็นยอดใช้จ่ายตามจริง สิ่งนั้นส่งผลกระทบต่อบริษัทที่ผลักดันการใช้งาน หรือหันมาพึ่งพา AI เพื่อลดต้นทุนเป็นอย่างยิ่ง

 

โดยเฉพาะเมื่อในยุคการมาถึงของ Agentic AI ที่แม้จะมีขีดความสามารถยิ่งใหญ่แต่ก็มาพร้อมกับราคาอันใหญ่ยิ่ง

 

ได้เวลาฟันราคา! เมื่อราคา AI เริ่มพุ่งสูง ทำหลายบริษัทสั่งเบรก

 

Agentic AI ดาบสองคมของความสะดวกสบาย

 

การขยับขึ้นของค่าใช้จ่ายด้าน AI ไม่ได้มีเพียงสาเหตุจากทางบริษัท AI แต่เป็นการมาถึงของเทคโนโลยี Agentic AI ที่มีการสร้าง AI Agents ที่สามารถรับบทบาทเข้ามาจัดการงานแทนผู้ใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ขั้นตอนวางแผน ร่าง ปฏิบัติงาน จนได้ชิ้นงานออกมา AI สามารถจัดการแทนได้หมดโดยแทบไม่ต้องใช้คนในกระบวนการ

 

ปัญหาสำคัญของ Agentic AI คือ อัตราการใช้งานโทเคน สำหรับส่งข้อมูลของ AI ที่มีการใช้มากขึ้นชนิดก้าวกระโดด ต่อให้เป็นคำสั่งเรียบง่ายที่เราใช้เวลาครู่เดียว เนื่องจาก AI ต้องทำการวางแผน พูดคุยกับ AI Agents ด้วยกัน จากนั้นจึงคิดแล้วนำมาตรวจสอบ ทำให้ในการปฏิบัติงานในแต่ละครั้งอาศัยกำลังประมวลผลมหาศาล ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการใช้งานโดยตรง

 

นอกจากนี้ความพยายามในการผลักดันให้ใช้ AI มากเกินไปในองค์กรยังนำไปสู่ Tokenmaxxing พฤติกรรมที่พนักงานพยายามโยนงานหรืออะไรสักอย่างมาใช้กับ AI เพื่อปั๊มยอดโทเคนและอัตราการใช้งาน ที่จะส่งผลต่อการประเมินและการต่อสัญญา แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้นทุนค่าใช้ AI ของบริษัทเพิ่มสูงโดยไม่จำเป็น

 

จริงอยู่อัตราการใช้งานและปรับตัวกับ AI เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ทำให้ต้นทุนพุ่งสูงและไม่ได้ผลประกอบการที่น่าพอใจ การใช้งาน AI กินทรัพยากรประมวลผลมากกลายเป็นค่าใช้จ่ายมหาศาลต่อองค์กร และอาจส่งผลโดยตรงต่อกำลังประมวลผลในระดับโลก ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย

 

ปัจจุบันหลายบริษัทเองก็เริ่มเล็งเห็นและประสบปัญหานี้แล้วเช่นกัน

 

ผลกระทบที่เกิด AI เมื่อไม่ประหยัดอย่างที่คิด

 

บริษัทแรกที่ได้รับการกล่าวขานในเรื่องนี้คือ Uber ที่มีข่าวว่า บริษัทใช้งบประมาณ AI ด้านการเขียนโค้ดของปี 2026 หมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เป็นผลกระทบมาจากพฤติกรรม Tokenmaxxing ทั้งยังไม่เห็นผลตอบรับที่คุ้มค่านัก จึงเริ่มออกมาจำกัดการใช้ AI ของพนักงาน

 

บริษัทยักษ์ใหญ่อีกหลายแห่งเองก็กำลังประสบปัญหาในแนวทางเดียวกัน อย่าง Meta แม้จะไม่มีการเปิดเผยยอดค่าใช้จ่ายทางการประมวลผล แต่มีการออกจดหมายเตือนพนักงานอย่างเป็นทางการว่า อย่าใช้เครื่องมือ AI เพียงเพราะเห็นว่ามีให้ใช้ เช่นเดียวกับอีกหลายบริษัทที่เริ่มพบว่าค่าใช้งาน Cursor เครื่องมือเขียนโค้ด AI เพิ่มขึ้นจากเดิม 4 – 5 เท่า

 

จริงอยู่ปัจจุบันเราเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ทยอยปลด ลดจำนวนพนักงาน เปิดให้เกษียณก่อนกำหนด ตลอดจนปิดรับพนักงานใหม่ ทั้ง Meta, Microsoft หรือ Duolingo ที่เริ่มทยอยนำ AI เข้ามาทดแทนคนมากขึ้น จนกลายเป็นกระแสการเข้ามาแทนที่ของ AI ซึ่งกำลังเกิดขึ้นจริง

 

อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้สวนทางกับผู้บริหารจาก NVIDIA ผู้ผลิตอุปกรณ์ประมวลผลและได้กำไรมากที่สุดจากกระแส AI นี้ เพราะแม้แต่ภายในบริษัทเอง ต้นทุนการประมวลผล AI พุ่งสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าต้นทุนการนำ AI มาแทนคนอาจไม่สอดคล้องกันมากนัก โดยเฉพาะเมื่อ AI กำลังทยอยปรับค่าบริการสูงขึ้น

 

บริษัทจำนวนมากทุ่มงบประมาณด้าน AI มหาศาล คาดหวังจะเข้ามาช่วยทดแทนแรงงานและลดต้นทุน แต่อาจไม่ได้ผลลัพธ์แบบนั้นเสมอไป ทั้งจากค่าบริการซอฟต์แวร์ AI ที่เพิ่มสูง ราคาฮาร์ดแวร์ที่มีความต้องการในตลาด ตลอดจนต้นทุนการประมวลผล ที่อาจทำให้ต้นทุนการใช้ AI ไม่คุ้มค่าเท่าการตัดสินใจจ้างคนมาสักคน

 

นั่นทำให้ในไม่ช้าเราอาจได้เห็นการกลับมาจ้างพนักงานเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจาก AI ก็เป็นได้

 

 

 

 

ที่มา

 

https://finance.yahoo.com/sectors/technology/articles/ai-binge-companies-balk-soaring-014735313.html?

 

https://techcrunch.com/2026/06/05/the-token-bill-comes-due-inside-the-industry-scramble-to-manage-ais-runaway-costs/

 

https://techcrunch.com/2026/06/10/ai-pilled-firms-spend-7500-per-employee-each-month-on-ai/

 

https://fortune.com/article/why-is-the-cost-of-ai-higher-than-human-workers-nvidia-executive/

 

ข่าวล่าสุด

สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุกรอบเจรจา 60 วัน คลี่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุกรอบเจรจา 60 วัน คลี่วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ