
ธุรกิจพลังงานในเมียนมา
โดย กริช อึ๊งวิฑูรสถิตย์
ในต้นเดือนพฤษจิกายนนี้ ผมมีสัมมนาใหญ่ๆอยู่สองครั้งติดกัน งานแรกเป็นการสัมมนาเรื่อง "เปิดประตูเมียนมา โอกาสในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเมียนมาของนักธุรกิจไทย"
ซึ่งก็มีผู้ประกอบการเข้ามาร่วมสัมมนาอย่างล้นหลาม ทำเอาต้องเสริมที่นั่งกันเพิ่มอีกสิบกว่าที่เลยครับ
ที่น่าชื่นใจมากกว่านั้นก็คือมีผู้ประกอบการจากเชียงใหม่หลายท่าน ที่อุตสาห์นั่งเครื่องบินลงมาเพื่องานนี้โดยตรง ทำเอาผมเป็นปลื้มมากๆ และต้องกราบขอบพระคุณมาณ.ที่นี้ด้วยครับ
งานวันนั้นผมได้นำเอาภูมิศาสตร์ของเมืองย่างกุ้งซึ่งมีทั้งหมด 33 เขตมาบอกเล่าให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้รับทราบ และยังได้นำเอาโครงการที่ทางการเมียนมาได้อนุมัติแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการหาผู้ประมูลสัมปทานเพื่อเข้ามาประกอบการ
ซึ่งมีทั้งหมดมากถึงแปดสิบโครงการ แต่วันนั้นนำมาเล่าได้เพียงหกโครงการเท่านั้น ซึ่งในช่วงสุดท้าย ผมได้เชิญ Mr.Sai Khung Nong ซึ่งท่านเป็นนายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ของเมียนมา มาให้ความรู้เรื่องของโอกาสทางด้านธุรกิจนี้ด้วย
โดยมีท่านเลขานุการเอกอัครราชฑูตเมียนมาประจำประเทศไทยให้เกียรติมาเป็นผู้แปลภาษาให้ ก็คาดว่าทุกท่านที่มาร่วมสัมมนาครั้งนี้ คงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยละครับ
อีกงานหนึ่งคืองานสัมมนาของกระทรวงพลังงานร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายศูนย์ความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างประเทศ ซึ่งผมได้รับเชิญให้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การลงทุนให้ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ"
ซึ่งก็เช่นกัน มีผู้ประกอบการด้านธุรกิจพลังงานมาร่วมงานเยอะมาก เกินกว่าสองร้อยคนทำให้สถานที่ห้องประชุมที่โรงแรมเจ้าพระยา ถนนรัชดาฯคับแคบไปถนัดตาเลยครับ ซึ่งก็น่าภูมิใจที่ทางภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างสนใจให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มที่
สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือผู้ประกอบการล้วนอยากจะมีโอกาสไปลงทุนในต่างประเทศกันมาก อาจจะเห็นโอกาสในทางธุรกิจ หรือ อาจจะเป็นเพราะความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการเองเริ่มสุกงอม หรืออาจจะเป็นเพราะโอกาสในประเทศไทยเองเริ่มจะอิ่มตัวไปแล้ว
หรืออาจจะเป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจในประเทศเริ่มจะตีบตันมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผมก็คิดเข้าข้างตัวเราเองว่านี่คือโอกาสที่แท้จริงของผู้ประกอบการไทยเราครับ
มาที่เนื้อหาของงานสัมมนาของกระทรวงพลังงาน ผมเองต้องบอกว่านอกไลน์ธุรกิจผมมากๆ แต่ก็ได้แต่บอกเล่าถึงโอกาสในการที่เราจะเดินออกนอกประเทศไทยได้แล้ว ผมอยู่ในสนามรบทางการค้าต่างประเทศมานานกว่าสามสิบปี ได้มีโอกาสสู้รบปรบมือกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น (เอาเครื่องดื่มกระทิงแดงไปสู้กับลิพโพวิตัน-ดี) ไต้หวัน เกาหลี จีน และสิงคโปร์
ที่สนามต่างๆในแถบอินโดจีนหรือที่ในปัจจุบันนี้คือ CLMV มาอย่างโดดเดี่ยว ก็ดีใจที่เห็นความกระตือรือล้นของผู้ประกอบการไทยในยุคปัจจุบัน เพราะในยุคผมเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ไม่ค่อยเห็นหรือได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐและภาคองค์กรเอกชนเลย ต้องพูดว่ายุคนี้เป็นยุคทองจริงๆ
เพราะนอกจากองค์กรเอกชนต่างๆที่หันมาช่วยเหลือกันแล้ว ธนาคารพานิชย์ 6ธนาคารก็เข้ามามีส่วนร่วมกับพวกเราเป็นอย่างดีเยี่ยมเลยครับ นี่คือการร่วมแรงร่วมใจกันอย่างจริงจังครับ โอกาสของผู้ประกอบการด้านพลังงานที่ผมกล่าวถึงในวันนั้น ผมชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันนี้ ประเทศแถบ CLMVT ทั้งหมด
ไทยเราเป็นผู้นำด้านพลังงานของประเทศทั้งหมดนี้ ที่สามารถพูดได้ว่าไฟฟ้า พลังงานทดแทนอื่นๆ ที่ประเทศไทยเราจะมีความสามารถล้ำหน้าประเทศในภูมิภาคนี้ จะมีแต่ที่เวียดนามเท่านั้น ที่พอจะเคียงคู่เราได้บ้าง เพราะที่เวียดนามก่อนหน้านี้ก็จะนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
แต่ในวันนั้นก็ได้รับทราบจากท่านผอ.ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ (ผอ.ลี) ว่า ทางเวียดนามได้ยกเลิกโครงการนี้ไปแล้ว และหากเรามาดูที่การจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ภาคครัวเรือน ไทยเราจะมีการเข้าถึงกระแสไฟฟ้าได้ครอบคลุมมากที่สุดแล้วครับ
ในขณะที่การได้รับกระแสไฟฟ้าน้อยที่สุดในภูมิภาคนี้ ต้องยอมรับว่าทศวรรษนี้ เมียนมาเป็นประเทศที่ได้เข้าถึงหรือมีไฟฟ้าใช้ในครัวเรือนน้อยที่สุด
ถ้าเราใช้วิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส นี่คือโอกาสดีที่สุดที่ผู้ประกอบการไทยเราที่จะไปโกอินเตอร์ได้ดีที่สุดครับ เรามีความสามารถในด้านพลังงานมากที่สุดในภูมิภาค เรามีการผลิตวิศวกรไฟฟ้าออกมาสู่ตลาดพลังงานมากที่สุด
เรามีขีดความสามารถในด้านการไฟฟ้ามากที่สุดดังนั้นหากเราสามารถนำเอาความรู้ความสามารถไปผสมผสานกับความต้องการ หรือ Need ของประเทศในภูมิภาคนี้ครับ
วันนี้เราต้องยอมรับว่าเกือบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ มีความต้องการวิศวกรเหล่านี้ทุกประเทศ หากเรารู้จักใช้โอกาสนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ เราจะมีการส่งออกผู้มีความสามารถในการไฟฟ้าได้มากที่สุดประเทศที่มีการพัฒนาขั้นแรกนั้น การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเช่นไฟฟ้า เป็นสิ่งจำเป็นอันดับต้นๆครับ
อย่างที่ทราบว่าที่เมียนมากำลังจะเริ่มพัฒนาโครงการเมกกะโปรเจ็ค 80 โครงการ ดังนั้นความต้องการด้านนี้จะเป็นที่ต้องการมากที่สุด ไม่แน่ครับว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คำพูดเล่นๆที่พวกเราชอบพูดว่า "ระวังเถอะ! อีกหน่อยคนไทยจะต้องไปทำงานหรือมีนายจ้างเป็นชาวเมียนมา" น่าจะมีความเป็นจริงแน่ๆครับ







