posttoday
นิคมอุตสาหกรรมลันตาย่า 2

นิคมอุตสาหกรรมลันตาย่า 2

01 กรกฎาคม 2562

โดย  กริช อึ้งวิฑูรย์สถิตย์

โดย  กริช อึ้งวิฑูรย์สถิตย์

อาทิตย์ที่ผ่านมาเราคุยกันถึงนิคมอุตสาหกรรมลันตาย่ามาแล้ว อยากจะขอเล่าต่อเรื่องของนิคมอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่ทันสมัยที่สุดในยุคยี่สิบกว่าปีก่อนเพิ่มอีกนิดนะครับ เพื่อจะได้เล่าถึงนิคมฯอื่นๆต่อไป

ในยุคนั้นการไปที่นิคมอุตสาหกรรมลันตาย่าจะยากมาก เพราะถนนจะแคบมากๆ อีกทั้งยังเป็นหลุมเป็นบ่ออีกด้วย สะพานที่ใช้ข้ามไปก็มีเพียงสะพานเดียว ปัจจุบันนี้ได้มีการสร้างสะพานลอยยาวข้ามมาจากถนนใหญ่ในเขตปะหยิ่นน่อง และสร้างสะพานข้ามที่สองอยู่ติดกันอีกหนึ่งสะพาน ทำให้รถราวิ่งข้ามไปมาสะดวกขึ้นมาก

ที่ลันตาย่าในอดีต เป็นสถานที่ๆนักลงทุนชาวเมียนมาต่างแห่แหนแต่นแต้กันไปจับจองซื้อที่ดินใว้เก็งกำไรกัน เพราะในยุคนั้น นอกจากนิคมอุตสาหกรรมลันตาย่าเป็นที่ๆทันสมัยที่สุดแล้ว อีกอย่างหนึ่งนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆก็ไม่ค่อยมีพื้นที่ที่กว้างใหญ่ขนาดนั้น ส่วนมากจะมีแต่แปลงละไม่เกิน 2 เอเคอร์ แต่ที่ลันตาย่าพื้นที่ 4-5 เอเคอร์จะเยอะมาก

อีกอย่างหนึ่งคือไฟฟ้าที่น่าจะดีที่สุดในขณะนั้น จึงเป็นที่ต้องการของนักลงทุนอุตสาหกรรม เพียงแต่ว่าบางคนยังไม่รู้ว่าจะซื้อไปเพื่อผลิตอะไร แต่ก็จะซื้อไปก่อน พออยู่ในช่วงของหลุมดำทางเศรษฐกิจ ทุกอย่างในนิคมอุตสาหกรรมก็นิ่งหมดทุกที่ คนที่ซื้อที่ดินใว้ถ้าเงินเย็น ไม่ได้ไปกู้หนี้ยืมสินมา(ซึ่งที่เมียนมาเขาจะไม่กู้เงินธนาคารมาทำการค้าอยู่แล้ว) ก็ยังพอทานและทนได้ แต่คนที่ไปกู้หนี้มาก็ต้องเอาที่ดินชดใช้หนี้กันไปละครับ

เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้หยุดนิ่งนานมากพอควร เกือบๆสามทศวรรษ ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่คนที่ทนรอกับสถานการณ์ไม่ได้ ก็จะแย่งกันนำเอาที่ดินออกมาขาย ผมจำได้ว่ามีคนนำเอาที่ดินในนิคมเชวหลิ่นปัน ( Shwe Lin Ban) ซึ่งอยู่ตรงข้ามละฝั่งถนนกับนิคมอุตสาหกรรมลันตาย่า เขามาเสนอขายผม ถ้าจำไม่ผิดเอเคอร์ละไม่เกิน 40 ล้านจ๊าด หรือประมาณ 1 ล้านกว่าบาท หรือไร่ละไม่เกิน 4 แสนบาท ปัจจุบันนี้ที่ดินในนิคมดังกล่าวประมาณ 4-500 ล้านจ๊าด กระโดดขึ้นไปประมาณ 10 กว่าเท่าครับ ซึ่งผมก็ไม่ได้ซื้อ เพราะเห็นว่ายังไม่ได้มีโครงการที่จะทำการผลิตสินค้าในเมียนมา และกฏหมายการลงทุนจากต่างประเทศไม่ได้เปิดกว้างขนาดนี้ ยังเข้มงวดกับการลงทุนจากต่างประเทศของชาวต่างชาติ

อีกทั้งผมมองดูแล้วยังไม่รู้ว่าอนาคตจะยาวนานสักแค่ไหนที่จะต้องรอ อีกทั้งเรื่องเงินลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญครับ ในยุคนั้นการที่จะขอกู้เงินไปลงทุนในประเทศเมียนมามันยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ ผมต้องเอาเงินส่วนตัวไปลงทุนเท่านั้นครับ ดังนั้นจึงไม่ได้ซื้อหาเก็บใว้ มิเช่นนั้นคงได้กำไรงดงามไปแล้วครับ

กลับมาที่นิคมอุตสาหกรรมลันตาย่า หลังจากเกิดวิตกฤตการณ์หลุมดำขึ้น พื้นที่ในนิคมฯที่ถูกซื้อหาไปแล้ว แม้จะเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย (ในยุคนั้น) แต่ก็มีการลงทุนของผู้ประกอบการเมียนมาเพียงประมาณ 20-30 เปอร์เซนต์เท่านั้น ถนนสายในๆของนิคม จึงมีแต่โกดังเก่าๆที่ไม่ได้เปิดมีการลงทุนเครื่องจักรการผลิตเลย ถนนหนทางภายในก็เละตุ้มเปะไปหมด ไฟฟ้าก็มีบ้างไม่มีบ้าง ดูแล้วไม่มีสภาพของนิคมอุตสาหกรรมไปได้เลยครับ ในขณะนั้นผมมีเพื่อนเข้าไปทำโรงงานไอศครีม โรงงานถลุงเหล็ก โรงงานทำขนม โรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ โรงงานทำแมททัลชีท ฯลฯ

พอเริ่มจากรัฐบาลเต็งเส่งเข้ามาบริหารประเทศ การเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนทางตรง ที่นี่จึงคึกคักขึ้นมาทันตาเห็นเลยครับ นิคมอุตสาหกรรมลันตาย่าเป็นนิคมฯที่อยู่อันดับต้นๆของการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ราคาที่ดินจึงวิ่งแบบไม่หยุด มีการสร้างสะพานใหม่ขึ้นมาอีกสองแห่ง แห่งแรกเป็นสะพานคู่ขนานกับสะพานเก่า อีกแห่งเป็นสะพานที่เลยไปจากที่เก่าอีก 2-3 กิโลเมตร สามารถวิ่งทะลุนิคมเชวลินปันเข้ามาสู่นิคมลันตายาได้ ถนนที่เป็นโลกพระจันทร์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป

ล่าสุดเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ผมได้เข้าไปดู เปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ถนนภายในโครงการได้ปรับปรุงให้ดีขึ้นมาก การลงทุนก็กลับมาคึกคักมาก โรงงานใหญ่ๆหลายบริษัทก็ได้เข้ามาอยู่แล้ว พื้นที่ภายในก็คล้ายว่าจะเต็มเสียแล้ว และพื้นที่ดินที่เลยออกไป ก็ได้มีการปรับปรุงขยายให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมลันตาย่าโครงการ 2 และโครงการ 3 ทันที ล่าสุดผมได้เข้าไปดูที่โครงการ2 ราคากระโดดไปที่ 400 กว่าล้านแล้วละครับ ลันตาย่าน่าสนใจขึ้นมาทันทีเลยครับ

ปัจจุบันนี้ได้มีนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆที่ผุดออกมาเกือบ 20 นิคมฯ ดังนั้นความดึงดูดใจจึงได้ลดน้อยถอยลงแล้วครับ เดี๋ยวอาทิตย์ต่อๆไปจะนำมาเล่าให้อ่านเล่นนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน