posttoday
สายตานักธุรกิจจีนมองการค้าชายแดน

สายตานักธุรกิจจีนมองการค้าชายแดน

15 มิถุนายน 2562

คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย

คอลัมน์ ขุมทรัพย์ชายแดนไทย

โดย กริช อึ้งวิทูรสถิตย์

ช่วงที่ผ่านมาในวันที่ 28 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน เป็นช่วงจังหวะที่ประเทศไทยเราจัดงานแสดงสินค้า THAIFEX-World of Food Asia 2019 ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงสินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่อันดับต้นๆของโลก ที่กล่าวเช่นนี้เพราะปัจจุบันนี้งานแสดงสินค้าใหญ่ๆก็จะมี งานแสดงสินค้า ANUGA ที่เมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นงานยิ่งใหญ่อันดับต้นๆ รองลงมาก็ที่งานแสดงสินค้า SIAL ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ งานแสดงสินค้า FOODEX JAPAN ที่กรุงโตเกียว แล้วก็งานแสดงสินค้ากวางเจาเทรดแฟร์ ประเทศจีน แล้วก็ของเรานี่แหละครับ ที่อยู่ในอันดับต่อมาเลยครับ ดังนั้นผมจึงมีเพื่อนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร เขาจะต้องมาหาสินค้าไปขายในประเทศเขาเข้ามาเยี่ยมชมงานหลากหลาย และได้ถือโอกาสนี้แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนผมเยอะมาก

เพื่อนๆที่มานั้นเริ่มจากมาจากประเทศจีน ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น กลุ่มแรกที่มาจากจีนนั้น เขาได้เข้ามาก่อนจึงได้มีโอกาสคุยกับเขามากหน่อย ที่อยากจะทราบคือมุมมองของเขาว่าเขาคิดอย่างไรกับการค้า-การลงทุนในประเทศไทยเรา น่าสนใจครับ จึงนำมาฝากเพื่อนๆได้หันกลับมามองตัวเรา เพื่อจะได้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตครับ

ในสังคมโลกใบนี้ได้เปลี่ยนแปลงเร็วมากตั้งแต่เริ่มปี 2000 เป็นต้นมา ได้เกิดการปฏิวัติทางเทคโนโลยี่อย่างเด่นชัดขึ้น ตามมาก็เกิดภาวะ Disruption ต่อเศรษฐกิจจุลภาคไปทั่ว ภาคธุรกิจไหนที่เจอภาวะดังกล่าวก็ถึงกับล้มหายตายจากไปจากวงจรทันที ดังนั้นเราจึงควรมีการตั้งตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงนี้ให้ดี

อีกทั้งยังต้องหันกลับมามองดูว่า ธุรกิจที่เราดำเนินการอยู่นั้น เทคโนโลยี่ใหม่ๆจะมีผลกระทบอะไรบ้างต่อธุรกิจของเรา ไม่ควรจะนิ่งนอนใจ หากได้รับผลกระทบดังกล่าวจริง ก็ต้องรีบหาทางแก้ไขโดยเร็ว อย่าปล่อยไปวันๆ เพราะนั่นหมายถึงหายนะกำลังคืบคลานเข้าใกล้ตัวแล้วครับ แล้วถามว่าเราจะหาทางแก้ไขอย่างไร

ผมต้องตอบแบบคนที่ไม่ใช่กูรูว่า ต้องแก้ด้วยหนามยอกเอาหนามบ่งครับ คือเราต้องวิ่งเข้าหาโลก Digitalให้ได้ อย่ากลัวว่าจะแก่เกินเรียนครับ มีเพื่อนๆหลายคนที่บอกว่า“อายุมากแล้ว อีกไม่นานก็จะไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้แล้ว จะเรียนไปทำไม ใช้เวลาที่เหลืออยู่ไปตีกอล์ฟดีกว่า”ท่านอาจจะพูดถูก แต่สำหรับผมคิดว่าเสียดายวันเวลาครับ เราเหลือเวลาอยู่ในโลกใบนี้แค่ไม่ถึงหนึ่งพันสัปดาห์ ผมจะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์สูงสุดให้ได้ อะไรที่ยังไม่ได้ทำต้องรีบทำ อะไรที่จะต้องเรียนต้องรีบเรียนรู้ครับ ผมจะไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์แน่นอนครับ

การหาทางแก้ไข Disruption อีกทางหนึ่งคือ ต้องเปลี่ยนอาชีพที่เราเห็นว่ากำลังจะอัสดงเสีย เมื่อฝืนการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็ต้องหาทางเปลี่ยนอาชีพให้ได้ครับ จึงจะอยู่รอดปลอดภัย อีกทางหนึ่งคือหาตลาดใหม่ๆที่จะรองรับสินค้าและบริการของเราที่กำลังจะถูกกลืนไปโดยโลก Digital ให้ได้ พูดง่ายนะครับ แต่ทำโคตรยากเลย

มาดูว่าเพื่อนๆ คนจีนเขาคิดอย่างไรกับไทยและการค้า-การลงทุนต่อนะครับ ผมมัวแต่พาท่านคิดไปบ่นไปโดยไม่ได้เข้าเนื้อหาเสียที คนจีนเขามองว่าปัจจุบันนี้พรมแดนของไทยเรา แม้จะไม่ได้มีติดกับประเทศเขา แต่รัฐบาลยุค สี จิ้งผิง ก็ได้สร้างนโยบาย One Belt One Road ขึ้นมา โดยไทยเราก็เป็นอีกหนึ่งในจุดหมายปลายทางของนโยบายนี้ โดยผ่านมาทางประเทศเพื่อนบ้านเช่นลาว กัมพูชา เมียนมา โดยได้ย่อโลกให้เหลือใกล้แค่ปลายมือ ด้วยการสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเข้ามาจ่ออยู่ที่ปากทางเข้าบ้านเรา คือที่ลาวและเมียนมานั่นเอง

ดังนั้นการค้า-การลงทุนในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะเห็นว่าพรมแดนจะต้องถูกทลายลงไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งเพื่อนที่มาเป็นชาวเฉินตู มณฑลเสฉวน เขาพูดว่า “ประเทศไทยเป็นสวนหลังบ้านของชาวเฉินตู” การมาประเทศไทยปัจจุบันนี้ง่ายมากๆ มีเที่ยวบินบินตรงหลากหลายสายการบิน ระยะทางบินแค่สองชั่วโมงนิดหน่อย ดังนั้นการเข้ามาของทุนจีนเสฉวน จึงง่ายมากๆ อีกทั้งเขายังนำเอาเทคโนโลยี่จากจีนเข้ามาสู่ประเทศไทย

ผมคิดแล้วว่านี่คือการรุกรานโดยไม่ใช้อาวุธ แต่เป็นการรุกคืบเข้ามาด้วยเศรษฐกิจล้วนๆเลยครับ เรียกว่าน่าเกรงขามกว่ายุคเจงกีสข่านรุกคืบสู่นานาประเทศอีกครับ ผมจึงชอบพูดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิงคือเจงกิสข่านในยุค Digital ครับ แล้วนี่จะเกิดอะไรขึ้นละครับ คิดต่อเอาเองนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน