เวียดนามบูมท่องเที่ยว เร่งพัฒนาเมืองรับต่างชาติ
จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนามที่เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 6% และในปี 2561
เรื่อง จะเรียม สำรวจ
จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนามที่เติบโตปีละไม่ต่ำกว่า 6% และในปี 2561 คาดว่าจะมีการขยายตัวที่ประมาณ 6.7% ปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวที่ประมาณ 6.6-6.8% ส่งผลให้เวียดนามกลายเป็นประเทศเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
การพัฒนาของเมืองในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนามได้รับความสนใจเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เพราะการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติไม่ได้เข้ามาลงทุนแค่อุตสาหกรรมการผลิต อสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม พลังงาน และเกษตรแปรรูปเท่านั้น แต่ยังมีการเข้าไปลงทุนพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ ของประเทศเวียดนามอีกด้วย
วันทนีย์ วิพุธวงศ์สกุล อุปทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย กล่าวว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง (ยกเว้นปี 2557) โดย 2558 ประเทศเวียดนามมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวในเมืองต่างๆ เติบโตที่ 0.9% ปี 2559 ขยายตัวที่ 26% ปี 2560 ขยายตัวที่ 29.1% และในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2561 ขยายตัวอยู่ที่ 21.3%
ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศเวียดนาม ส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและอาเซียนถือเป็นประเทศที่เข้าไปท่องเที่ยวในเวียดนามเป็นจำนวนมาก รองลงมาเป็นยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย
สำหรับประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามมากที่สุดในขณะนี้ อันดับ 1 เป็นของประเทศจีน มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 4.5 ล้านคน อันดับ 2 เกาหลีใต้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา 3.16 ล้านคน อันดับ 3 ญี่ปุ่น มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา 7.5 แสนคน อันดับ 4 ไต้หวัน มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา 6.5 แสนคน และอันดับ 5 สหรัฐอเมริกา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา 6.3 แสน
วันทนีย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของนักท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2559 ในแต่ละปีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ประมาณ 13-14% โดยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2561 ปริมาณนักท่องเที่ยวไทยที่
เดินทางมาเวียดนามอยู่ที่ 306,707 คน
สถานที่ที่คนไทยนิยมเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามมีด้วยกัน 3 เส้นทางหลัก คือ 1.ภาคเหนือ กรุงฮานอย-เมืองซาปา และกรุงฮานอย-ฮาลองเบย์ เส้นทางที่ 2 คือ ภาคกลาง นครดานัง-ฮอยอัน-เว้ และเส้นทางที่ 3 ภาคใต้ นครโฮจิมินห์-หมุยแน้-ดาลัด
จากการขยายตัวดังกล่าวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว ส่งผลให้ประเทศเวียดนามเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามมากขึ้น โดยในแต่ละปีรัฐบาลเวียดนามมีการใช้งบประมาณสำหรับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ประเทศเวียดนามยังเน้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศที่มีศักยภาพ และประเทศที่นักท่องเที่ยวมีกำลังซื้อสูง เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนประเทศอื่นๆ มักจัดเป็นงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว โดยมีสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามในประเทศนั้นๆ เป็นผู้จัดหลัก
ภาคการท่องเที่ยวของประเทศเวียดนามที่เกิดขึ้นดังกล่าวคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเวียดนามจะมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากภาคการท่องเที่ยวอย่างมหาศาล เพราะตอนนี้่แต่ละเมืองของเวียดนามต่างพากันพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ และหนึ่งในเมืองที่เห็นได้ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยว คือ จังหวัดกว๋างนิญ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอ่าวฮาลองเบย์ จากเมืองที่ไม่มีอะไรมีเพียงเกาะ แก่ง น้ำทะเล และเขาหินปูนที่รายล้อมอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถทำการเกษตรอะไรได้ เพราะน้ำในฟื้นที่เป็นน้ำกร่อย ปัจจุบัน ฮาลองเบย์ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศเวียดนามที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องมาเยือนสักครั้งไปแล้ว







