
ฝันค้างจีนขึ้นดอกยิ่งปฏิรูปหยวนยาก
เบนเข็มเร่งแก้เงินเฟ้อฟองสบู่ ทุนไหลเข้ามากยิ่งคุมเงินไม่อยู่
โพสต์ทูเดย์
— นักวิเคราะห์ชี้ จีนขึ้นดอกเบี้ยส่งสัญญาณแก้ปัญหาหยวนยิ่งซับซ้อน จีนให้ความสำคัญปัญหาเงินเฟ้อฟองสบู่มากกว่าเอเอฟพีรายงานอ้างนักวิเคราะห์ เมื่อวันที่ 20 ต.ค. เปิดเผยว่า การประกาศขึ้นดอกเบี้ยอย่างเหนือความคาดหมาย และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2550 ของจีน จะยิ่งทำให้การปฏิรูปอัตราการแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของจีนนั้นซับซ้อนขึ้นไปอีก
นักวิเคราะห์เห็นว่า การประกาศขึ้นดอกเบี้ยของจีนนั้นแสดงให้เห็นว่าจีนเริ่มที่จะให้ความสำคัญกับปัญหาเงินเฟ้อ และปัญหาฟองสบู่มากกว่าที่จะดำเนินการผ่อนคลายการควบคุมค่าเงินหยวนตามที่ได้ให้คำมั่นเอาไว้ก่อนหน้านี้
นอกจากนั้น อัตราดอกเบี้ยของจีนที่สูงขึ้นอาจจะยิ่งนำไปสู่ภาวะลังเลต่อการปฏิรูปค่าเงินหยวนด้วย ที่ผ่านมาจีนได้ชะลอแผนการปรับขึ้นดอกเบี้ยมาหลายครั้ง เนื่องจากความวิตกกังวลดังกล่าวที่ว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งดึงดูดการไหล่บ่าของทุนต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร ซึ่งจะทำให้จีนควบคุมค่าเงินหยวนให้มี ความเสถียรได้ยากขึ้น
บรรดานักวิเคราะห์ยังเห็นพ้องด้วยว่า การประกาศขึ้นดอกเบี้ยของจีนในครั้งนี้ ยังจะบ่งชี้ได้ถึงรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่จีนจะเปิดเผยออกมาในวันนี้ ว่า เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตอยู่ในอัตราที่รวดเร็วเกินไป ซึ่งจีนจำเป็นที่จะต้องชะลอความร้อนแรงลงด้วยการขึ้นดอกเบี้ย
ด้านเบน ซิมเฟนออร์เฟอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารอาร์บีเอส สาขาฮ่องกง กล่าวให้ความเห็นว่า การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยของจีนได้ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่จีนวิตกกังวลต่อการเติบโตที่รวดเร็วเกินไปและปัญหาเงินเฟ้อ ตลอดจนปัญหาราคาอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น เป็นปัญหาที่หนักมาก กว่าที่คิดเอาไว้
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาภาวะเงินเฟ้อในจีนปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเป็นการปรับขึ้นที่สูงมากที่สุดในรอบ 2 ปี โดยเมื่อเดือน ส.ค. ดัชนีเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
ขณะเดียวกันราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ก็ปรับขึ้นในระดับคงที่ และการปล่อยกู้ก็ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องหยุดยั้งความร้อนแรงของทั้งสองอย่าง
ดังนั้น หลังการประกาศขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 0.25% ทั้งดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยเงินฝากของจีน ได้ส่งผลให้หุ้นเกือบทั่วเอเชียตกลงในทันทีท่ามกลางความวิตกกังวลว่า ความเชื่องช้าทางเศรษฐกิจของจีนที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่เปราะบางอยู่แล้วด้วย







