posttoday
Japan Origin 12

Japan Origin 12

17 มิถุนายน 2561

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลายเดือนก่อนผมรับผู้ร่วมงานมาใหม่หนึ่งท่าน เป็นน้องผู้หญิงที่ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นมาระยะหนึ่ง

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน หลายเดือนก่อนผมรับผู้ร่วมงานมาใหม่หนึ่งท่าน เป็นน้องผู้หญิงที่ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่นมาระยะหนึ่ง กลับมาทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นอยู่พักนึงก็ลาออกมาสมัครงานกับผม ตอนนี้ช่วยดูเรื่องเนื้อหาและประสานกับเมืองหรือจังหวัดต่างๆ ในการไปถ่ายรายการ Japan Origin น้องคนนี้ก็ติดตามทีมงานไปด้วย และในระหว่างการถ่ายทำ เขาก็เขียนรีวิวเล็กๆ น้อยๆ ลงเพจของบริษัทไป ผมมาอ่านเจอแล้วพบว่า เนื้อหาที่เขาเขียนน่าสนใจและมีกลิ่นอายของเด็กรุ่นใหม่อยู่ในงานเขียน เลยลองให้เขียนเรื่องที่คิดว่าน่าสนใจมาให้อ่าน ปรากฏว่าเขาเขียนเรื่องเทาๆ ของคนญี่ปุ่น ซึ่งสุ่มเสี่ยงอยู่ไม่น้อยในการนำเสนอ แต่ผมเห็นว่าท่านผู้อ่านหลายท่านที่เดินทางไปญี่ปุ่น บางครั้งก็มีโอกาสเจอเรื่องไม่ดีบ้าง วันนี้จึงอยากนำเสนอเนื้อหาอีกด้านหนึ่งของคนญี่ปุ่น (เพียงบางคน) ว่าเขาก็มีมุมแบบนี้แอบอยู่เหมือนกัน และเพื่อเป็นการให้เกียรติน้องผู้เขียน ผมจึงพยายามจะรักษาเนื้อหาต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด โดยไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ
 
หลายท่านคงอ่านรีวิว หรือบทความประเภท “อย่ามาอยู่ญี่ปุ่นกันเลยมาเที่ยวแหละดีแล้ว” ก็อาจเกิดคำถามว่า ถ้ามันแย่อย่างนั้นแล้วไปอยู่กันทำไม ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ไปอยู่แล้วรักประเทศญี่ปุ่นมากเช่นกัน วันนี้จะลองหาสาเหตุที่คนไม่ชอบมาแชร์ให้ท่านผู้อ่านรับทราบกัน อย่างแรกคือ การแบ่งแยกชนชั้น ในเบื้องต้นคนญี่ปุ่นจะแสดงความสุภาพกับคนที่รู้จักกันใหม่ๆ ในระดับเสมอกัน แต่พอนานๆ ไปกลับพบว่า คนญี่ปุ่นจะมีท่าทีที่ดีกับฝรั่งมากกว่าเราที่เป็นคนอาเซียน แต่ก็ว่าไม่ได้เพราะบรรดาประเทศในอาเซียนนั้น ญี่ปุ่นไปลงทุนและให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจไว้เยอะ อีกทั้งเวลามาเที่ยวบ้านเราก็ถูกหลอกถูกโกงไปไม่น้อย ภาพลักษณ์ของเราก็เลยด่างพร้อยมากกว่าฝรั่ง และหากเป็นผู้หญิงไทยด้วยแล้วยิ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกแต๊ะอั๋ง เพราะผู้หญิงไทยขึ้นชื่อเรื่องความ “ง่าย” ตามความคิดคนญี่ปุ่นที่เคยมาเที่ยวเมืองไทย คนญี่ปุ่นบางคน (ย้ำว่าบางคน) อาจเริ่มจากการจับต้นแขนหรือหนักหน่อยก็ลงไปที่ต้นขา แล้วดูว่าเราจะนิ่งเฉยหรือปฏิเสธ ถ้าหากเราไม่เล่นด้วยเขาก็จะหยุดแค่นั้น แต่แค่นั้นของเขาเราก็เสียความรู้สึกที่ดีไปแล้ว
 
เรื่องต่อมาคือการใช้ภาษาอังกฤษ หากเราพูดอังกฤษได้คล่อง คนญี่ปุ่นจะชื่นชมเรามากขึ้น ยิ่งถ้าเคยไปอยู่ประเทศอเมริกาหรืออังกฤษมาละก็จะดูดีมาก มองเราด้วยประกายตาวิ้งๆ เลยทีเดียว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระบบการเรียนภาษาอังกฤษของญี่ปุ่นนั้นช้ากว่าประเทศอื่น คนญี่ปุ่นที่ไม่ได้ไปเรียนต่อเมืองนอกแล้วภาษาอังกฤษคล่องปร๋อกลับมีไม่มาก ภาษาอังกฤษจึงเสมือนลิฟต์ที่ยกระดับให้สูงกว่ามาตรฐานทั่วไปนั่นเอง ต่อจากภาษาอังกฤษก็คือ “เงิน” หลายท่านอาจจะแย้งว่า เงินจะไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด แต่ในความเป็นจริง ความมีฐานะดีอาจกลบข้อด้อยข้ออื่นของคุณได้หมด ปกติคนญี่ปุ่นไม่มีใครมาถามว่า “ฐานะทางบ้านเธอเป็นยังไงเหรอ” แต่เขาจะสังเกตหลังจากที่รู้จักกันไปสักพักแล้ว เช่น การใช้จ่าย ไลฟ์สไตล์ แบรนด์เนมที่ใช้ เป็นต้น มีคลิปวิดีโอรายการหนึ่งของญี่ปุ่นที่เป็นรายการญี่ปุ่นทดสอบ แอบตั้งกล้องถ่ายระหว่างนัดบอด (นัดดูตัว) โดยดูว่าผู้หญิงจะเลือกผู้ชายที่อะไร ระหว่าง “หน้าตา” หรือ “ฐานะความร่ำรวย” ในรายการมีฝ่ายชายและหญิง ฝ่ายละ 3 คน โดยฝ่ายชายเป็นนายแบบหนึ่งคน อีกคนเป็นพนักงานบริษัทซึ่งหน้าตาดี ส่วนอีกคนเป็นชายร่างเล็กและหน้าตาไม่ดี ในช่วงแรกไม่มีสาวคนไหนชวนชายร่างเล็กคุยเลยแม้แต่ชื่อของเขาก็จำไม่ได้ แต่ในช่วงที่สองเมื่อนายแบบเริ่มแนะนำถึงความรวยของชายร่างเล็ก เช่น นาฬิกาที่เขาใส่อยู่ราคาหลายสิบล้านเยน ไวน์ที่เขานำมาเปิดให้ก็ราคาแพงมาก หลังจากแนะนำเสร็จ สาวๆ ก็เริ่มชวนชายร่างเล็กคุยมากขึ้น สุดท้ายฝ่ายหนุ่มๆ จึงบอกว่าหากต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครต่อให้ส่งอีเมลไปหาคนนั้น ปรากฏว่าชายร่างเล็กก็ได้รับเมลจากสาวคนหนึ่งเช่นกัน นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าคนญี่ปุ่นสนใจฐานะไม่น้อยไปกว่าหน้าตาเลย สรุปง่ายๆ ถ้าสวยหล่อฐานะดีมีความรู้อยู่ญี่ปุ่นรับรองเพื่อนตรึม จะว่าไปคุณสมบัติแบบนี้ไม่แค่ที่ญี่ปุ่นหรอก ที่ไหนๆ ก็ต้อนรับเช่นกัน
 
เรื่องเทาๆ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าก็คือ “คะโรชิ” Karoshi Syndrome หรือ Death From Over Work คือ การทำโอทีเป็นเวลานานโดยไม่หยุดพัก ทำให้ความเครียดทับถมจนเกิดอาการเลือดออกในสมองจนเสียชีวิต นอกจากนี้ การทำงานมากเกินไปยังทำให้เกิดโรคซึมเศร้าและภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) ซึ่งเป็นเหตุในการนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้อีกด้วย โดยภาวะหมดไฟจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งทำงานอย่างบ้าคลั่ง มีความทะเยอทะยานต้องการที่จะพิสูจน์ตนเองมากจนเกินไป ไม่สนใจคนรอบข้าง จมอยู่กับปัญหา ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย และหมดไฟในการทำงานลงในที่สุด หลายท่านอาจเคยเห็นข่าวพนักงานบริษัทโฆษณาฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงมาจากหอพักพนักงาน เพราะถูกกดดันจากภาระงานที่หนักเกินไปกันมาบ้าง ซึ่งหลังจากนั้น CEO ของบริษัทก็ประกาศลาออกในปีถัดมา หลังผลสอบสวนเปิดเผยว่า คณะผู้บริหารมีส่วนทำให้เกิดเหตุสลดในครั้งนี้จากการไม่ใส่ใจในคุณภาพชีวิตของพนักงาน เหตุการณ์นั้นทำให้ทางรัฐบาลของญี่ปุ่นต้องออกมาประกาศว่าบริษัทในญี่ปุ่นกว่า 20% มีการทำงานล่วงเวลาเกินเดือนละ 80 ชั่วโมง เลยทีเดียว
 
และปัจจุบันไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ทุกวันนี้เราเริ่มเห็นคนไทยป่วยเป็นโรคทางจิตใจกันมากขึ้น ส่วนตัวรู้จักคนไทยที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นและตายจากภาวะคะโรชินี้มาแล้วสาเหตุจริงๆ อาจจะมาจากโรคมะเร็ง หากรักษาตัวแต่เนิ่นๆ ก็อาจจะรอด แต่ด้วยความที่เป็นคนบ้างานเขาจึงทุ่มเทโดยไม่สนใจดูแลสุขภาพตัวเอง และในวันสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังมาทำงานและเสียชีวิตในวันนั้น เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นในไทย สิ่งที่เขาได้รับจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าพวงหรีดและเงินช่วยเหลืองานศพจากทางบริษัทเท่านั้น อีกกรณีที่พบเห็นทั้งในไทยและญี่ปุ่นคือ การทำโอทีแต่ไม่นับชั่วโมง เพื่อให้บริษัทดูเป็นบริษัทที่ห่วงใยพนักงานไม่ใช้งานหนักจนเกินไป และบริษัทญี่ปุ่นในไทยบางแห่งก็เป็นเช่นนี้ มีเพื่อนคนนึงได้รับคำบอกว่า “ที่เราคุยกันมันไม่รวมค่าโอที แต่ช่วยพี่ทำหน่อยนะ” แน่นอนว่าหากปฏิเสธก็คงจะทำงานกันต่อได้ยาก สิ่งที่ทำได้ก็แค่บ่นและทำต่อไปเท่านั้น ทำให้อดคิดไม่ได้ที่หลายคนพูดว่า “เด็กสมัยนี้ไม่ทนงาน” เป็นเพราะทำงานไม่เก่ง ไม่มีความอดทน หรือพวกเขาแค่รับวัฒนธรรมบางอย่างในองค์กรกันไม่ได้กันแน่

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน