
ก่อการร้ายยุโรปไม่จบ ไอเอสบุก ‘สเปน’
กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างตัวอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุการขับรถพุ่งชนในถนนลารัมบลา ย่านท่องเที่ยวสำคัญในเมืองบาร์เซโลนาของสเปน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ ภาพ : อีพีเอ, เอเอฟพี, เอพี, รอยเตอร์ส
กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างตัวอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุการขับรถพุ่งชนในถนนลารัมบลา ย่านท่องเที่ยวสำคัญในเมืองบาร์เซโลนาของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 คน บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 100 คน ซึ่งหลายคนมีอาการสาหัส ก่อนคนร้ายจะสามารถหลบหนีไปได้
หากเป็นฝีมือของกลุ่มไอเอสจริง จะเป็นการก่อเหตุครั้งแรกในผืนดินของสเปน โดยสเปนส่งทหารไปหลายร้อยนายเพื่อช่วยฝึกฝนทักษะให้กับทหารท้องถิ่นของอิรักต่อสู้กับกลุ่มไอเอส แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการภาคพื้นโดยตรง
ถัดจากเหตุการณ์ในลารัมบลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ยังเกิดเหตุคนร้ายพยายามขับรถฝ่าด่านพุ่งชนผู้คนในเมืองคัมบริลส์ เมืองตากอากาศชายทะเลที่อยู่ห่างออกไปจากจุดเกิดเหตุแรกทางตะวันตกเฉียงใต้กว่า 100 กิโลเมตร แต่รถของผู้ก่อเหตุพลิกคว่ำ ก่อนคนร้ายจะหนีออกมาและเริ่มเปิดฉากต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่งผลให้พลเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บรวม 7 คน ขณะที่ตำรวจได้วิสามัญผู้ต้องสงสัย 5 คนเสียชีวิต ซึ่งคาดได้สวมใส่เข็มขัดระเบิด ก่อนพบในภายหลังว่าเป็นของปลอม
ก่อนหน้าจะเกิดเหตุทั้งสองดังกล่าว สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า เกิดเหตุระเบิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของบาร์เซโลนา โดยแหล่งข่าวในกรมตำรวจเปิดเผยว่า บ้านหลายหลังในบริเวณนั้นถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบระเบิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งล่าตัวผู้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุดังกล่าว และจับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 3 คน ซึ่งรวมถึงดริส อูบากีร์ ชาวสเปนเชื้อสายโมร็อกโกที่มีชื่อในเอกสารที่ใช้สำหรับเช่ารถคันก่อเหตุ ตำรวจสันนิษฐานว่า เหตุการณ์ที่สองในคัมบริลส์มีความเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในลารัมบลา ขณะที่นายกรัฐมนตรี มาเรียโน ราฮอย ของสเปนเปิดเผยว่า การก่อเหตุดังกล่าวมาจากแนวคิดอิสลามสุดโต่ง
ทั้งนี้ รัฐบาลแคว้นคาตาลัน ระบุว่า ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมาจากหลากหลายประเทศมากถึง 24 สัญชาติ เช่น ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เยอรมนี และฝรั่งเศสที่มีผู้บาดเจ็บมากถึง 26 คน และมากกว่าครึ่งบาดเจ็บสาหัส เป็นต้น แต่ไม่มีรายงานคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้
ขณะที่หลายประเทศ อาทิ สหรัฐ และออสเตรเลีย ต่างยกระดับการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่าน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนิวยอร์กในสหรัฐ ระบุว่า จะเพิ่มความปลอดภัยที่จัตุรัสไทมส์สแควร์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับลารัมบลาที่เป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญและผู้คนพลุกพล่าน
“สเปน” ไม่รอดก่อการร้ายยุโรป
สำนักข่าวเทเลกราฟของอังกฤษ รายงานว่าในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดรถไฟในกรุงมาดริดเมื่อปี 2014 ด้วยฝีมือของกลุ่มอัลกออิดะห์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากถึง 192 คน สเปนไม่ได้ประสบเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่นับตั้งแต่นั้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
ในยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ที่ประสบเหตุอย่างต่อเนื่อง
แม้สเปนจะไม่ได้เข้าร่วมพันธมิตรปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกลุ่มไอเอสในอิรัก แต่รัฐบาลสเปนได้ให้ความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ และยังประกาศจะยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับประชาคมโลกในการต่อต้านกลุ่มไอเอส ซึ่ง ฮอร์เก เฟอร์นันเดซ ไดแอซ รัฐมนตรีมหาดไทยสเปน กล่าวว่า ไอเอสประกาศสงครามกับประชาคมโลก และสเปนก็จำเป็นต้องเข้าปกป้องพลเมืองของตัวเอง
เทเลกราฟรายงานอ้างข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยสเปนว่า สเปนยกระดับการเตือนภัยก่อการร้ายเป็นระดับ 4 จากระดับสูงสุดที่ระดับ 5 นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2015 หลังกลุ่มไอเอสปลุกระดมให้ก่อเหตุ โดยสเปนจับกุมลัทธิแนวคิดสุดโต่งอิสลามได้มากกว่า 180 คน นับตั้งแต่ช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่พลเมืองมากกว่า 150 คน เดินทางไปยังซีเรียเพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอส ซึ่งกำลังพ่ายแพ้ในอิรักและซีเรีย จึงมีแนวโน้มที่กลุ่มดังกล่าวจะเดินทางกลับมาในประเทศและก่อเหตุได้
นอกจากนี้ สเปนยังเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มไอเอสออกมาปลุกระดมให้โจมตีในจุดท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงสเปนยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับผู้อพยพจากแอฟริกาทางเหนือ ซึ่งอาจทำให้ผู้ก่อการร้ายปะปนมากลุ่มผู้อพยพดังกล่าว
เทขายหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ดัชนียูโรสต็อกซ์ปรับตัวลง 0.7% ในการซื้อขายช่วงเช้าของวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเช้าวันต่อมาของการก่อเหตุในสเปน นำโดยหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวที่ลดลงแรง 1.4% โดยสายการบินเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด ซึ่งอีซีเจ็ท ไรอันแอร์ ไอเอจีของบริติชแอร์เวย์ และลุฟต์ฮันซา ร่วงลงระหว่าง 1.9-2.7% ส่วนหุ้นสนามบินของสเปน ลดลง 2% ขณะที่ตลาดหุ้นท้องถิ่นของสเปนทำผลงานได้แย่ที่สุดในบรรดายุโรป ปรับลดลง 1.4%
“อย่างที่พวกเราเห็นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาในยุโรป กระทำโหดร้ายในรูปแบบนี้จะกระทบกับการท่องเที่ยวและรายได้ของสายการบิน” เนล วิลสัน นักวิเคราะห์ของอีทีเอ็กซ์ แคปปิตอล กล่าว







