posttoday
ศาลไต้หวันอนุมัติภรรยาหย่าสามี หลังไม่ตอบไลน์ครึ่งปี

ศาลไต้หวันอนุมัติภรรยาหย่าสามี หลังไม่ตอบไลน์ครึ่งปี

19 กรกฎาคม 2560

อ่านแล้วไม่ตอบงั้นจบกัน! ศาลไต้หวันพิพากษาให้ภรรยาหย่าขาดจากสามีได้ หลังอ่านข้อความที่ส่งหาผ่านไลน์ แต่ไม่ตอบกลับนานถึงครึ่งปี

อ่านแล้วไม่ตอบงั้นจบกัน! ศาลไต้หวันพิพากษาให้ภรรยาหย่าขาดจากสามีได้ หลังอ่านข้อความที่ส่งหาผ่านไลน์ แต่ไม่ตอบกลับนานถึงครึ่งปี

สำนักข่าวลิเบอร์ตี้ ไทมส์ เน็ต ของไต้หวัน รายงานว่า ผู้พิพากษาศาลเมืองซินจู๋ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงไทเป อนุญาตให้หญิงทราบเพียงนามสกุลว่า หลิน วัยประมาณ 50 ปี สามารถใช้หลักฐานจากแอพพลิเคชั่นระบบส่งข้อความทันที ไลน์ (LINE) ในการหย่าสามีวัยประมาณ 40 ปี เนื่องจากผู้เป็นสามีแสดงอาการให้เห็นว่าไม่สนใจไยดีภรรยา โดยไม่ยอมตอบข้อความที่ส่งหากันผ่านแอพพลิเคชั่น

ภรรยาผู้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเล่าว่า พยายามติดต่อกับสามีด้วยการส่งข้อความผ่านไลน์เป็นระยะเวลานานถึง 6 เดือน แต่ก็ไร้การตอบสนองฝ่ายชายเพียงแค่เปิดอ่านข้อความ แต่ไม่ตอบกลับเลยสักครั้งเดียว แม้ว่าหลินจะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล และพยายามส่งข้อความติดต่อในช่วงเวลาที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก แต่สามีก็ยังทำพฤติกรรมเดิมๆ คือแค่อ่านข้อความพวกนี้ แต่ไม่ตอบรับไต่ถามใดๆ กลับไป

แม้ฝ่ายสามีจะยอมไปเยี่ยมภรรยาที่โรงพยาบาลถึง 1 ครั้ง และยอมส่งข้อความถึงภรรยาในที่สุดหลังจากเกิดอุบัติเหตุประมาณเดือนเศษ แต่ก็เป็นการติดต่อหากันในเรื่องสัพเพเหระ ไม่ได้แสดงถึงความเสน่หาฉันคนรักใคร่กัน โดยข้อความที่ส่งมาคุยเรื่องของสุนัขที่เลี้ยงไว้และบอกว่ามีจดหมายส่งมาถึงเธอ

จากอาการเฉยฉาของสามีและการติดต่อกับแบบขอไปที ศาลจึงพิจารณาเห็นว่า ชีวิตสมรสของทั้งคู่มาถึงจุดที่ยากเกินเยียวยาให้กลับมารักมาดีกันได้ปกติได้แล้ว และอนุญาตให้ฝ่ายหญิงหย่าขาดจากความสัมพันธ์ซังกะตายที่ว่านี้

ส่วนสาเหตุที่สามีทำอาการไม่แยแสภรรยา และภรรยาคิดที่จะหย่าในท้ายที่สุด น่าจะเกิดจากความขัดแย้งในชีวิตสมรสหลายๆ ประเด็น เช่น เรื่องการเงินที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมดของครอบครัวฝ่ายสามี ซึ่งมีทั้งแม่ น้องเขย น้องสะใภ้ โดยแม่สามียังสั่งให้เธอไปกู้เงินมาจ่ายหนี้ภาษีของพ่อสามีด้วย ขณะที่การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันก็ย่ำแย่ โดยหลินเล่าว่า แม้แต่อาบน้ำ เธอยังถูกจำกัดเวลาและอุณหภูมิของน้ำที่อาบ

การอ่านข้อความแต่ไม่ตอบจึงอาจเรียกว่าเป็นฟางเส้นสุดท้าย หลังจากทั้งคู่จมปลักกับปัญหาคาราคาซังมาระยะหนึ่ง

ด้านผู้พิพากษาในคดีนี้กล่าวว่า ในปัจจุบันการรับส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นสามารถใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินคดีได้ เนื่องจากการสื่อสารของผู้คนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในสมัยนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่เหมือนในอดีตที่ต้องยึดลายลักษณ์อักษรหรือกระดาษสำเนาเป็นหลัก

โดยจากนี้ฝ่ายสามีสามารถนำคำตัดสินของศาลที่ส่งผ่านไปรษณีย์มายื่นขออุทธรณ์ได้ แต่เบื้องต้นพบความเป็นไปได้ว่า สามีอาจจะไม่คัดค้านคำสั่งศาล เพราะตลอดการฟ้องร้อง ฝ่ายสามีไม่เคยเข้าร่วมต่อสู้หรือรับฟังการพิจารณาคดี หรือแม้แต่ตอบรับหมายเรียกของทางการใดๆ

แต่ก็เป็นการยากที่ศาลจะด่วนสรุป เนื่องจากกระบวณการนี้ไม่เหมือนแอพพลิเคชั่นแชทที่จะทราบได้ว่า สามีได้ทราบเนื้อหาหรือ “อ่าน” แล้วหรือยังที่มา www.m2fnews.com

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก