
‘ทรัมป์’ถอนตัวช่วยโลกร้อน
สร้างความไม่พอใจให้พันธมิตร เปิดทางอียู-จีนพาโลกฝ่าวิกฤตสภาพอากาศ
สร้างความไม่พอใจให้พันธมิตร เปิดทางอียู-จีนพาโลกฝ่าวิกฤตสภาพอากาศ
โพสต์ทูเดย์ - ทรัมป์ถอนสหรัฐจากข้อตกลงปารีส มองทำลายเศรษฐกิจ เรียกเสียงไม่พอใจทั่วโลก
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศให้สหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงสภาพอากาศ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานของสหรัฐ รวมถึงกระทบต่ออธิปไตยของประเทศและทำให้สหรัฐต้องเสียเปรียบประเทศอื่นๆ โดยสหรัฐต้องการเจรจาข้อตกลงดังกล่าวใหม่ให้มีความยุติธรรมกับสหรัฐ
“ประเทศที่ขอให้พวกเรายังอยู่ในข้อตกลงคือประเทศเดียวกับที่สร้างความเสียหายร่วมกันให้สหรัฐนับล้านล้านเหรียญสหรัฐ ผ่านมาตรการการค้าและหย่อนยานที่จะร่วมสมทบทุนในกองกำลังพันธมิตรทางทหาร” ทรัมป์ กล่าว
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐยังระบุว่า จะถอนงบประมาณสำหรับให้กองทุนเพื่ออากาศสีเขียวของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งเป็นกองทุนที่ประเทศพัฒนาแล้วร่วมสมทบทุนเพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง
อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวของทรัมป์สร้างความไม่พอใจให้กับหลายประเทศและภาคธุรกิจ เช่น อีลอน มัสก์ ประธานบริหาร (ซีอีโอ) ของเทสลา อิงค์ และโรเบิร์ต ไอเกอร์ ซีอีโอของวอลท์ ดิสนีย์ ถอนตัวจากสภาที่ปรึกษาของทรัมป์ เพื่อแสดงความไม่พอใจ ขณะที่เยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุจะไม่มีการเจรจาข้อตกลงดังกล่าวใหม่ตามที่ทรัมป์ต้องการ
ด้านคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ออกแถลงการณ์ให้คำมั่นจะยึดเป้าหมายเป็นผู้นำจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยทั่วโลกสามารถเชื่อใจยุโรปในฐานะผู้นำด้านดังกล่าวได้ เช่นเดียวกับ ฮัวชุนหยิง โฆษกต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนจะยังคงยึดมั่นข้อตกลงสภาพอากาศต่อไป เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของจีนที่เป็นประเทศใหญ่ โดยอียูและจีนคาดจะออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมสุดยอดอียู-จีน
ทั้งนี้ ข้อตกลงสภาพอากาศดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของยูเอ็น (คอป 21) ณ กรุงปารีส เมื่อปี 2015 โดยกำหนดให้ทั่วโลกจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้นจากก่อนยุคอุตสาหกรรมให้เหลือต่ำกว่า 2-1.5 องศาเซลเซียส/ปี
ก่อนหน้านี้ อดีตประธานาธิบดี บารัก โอบามา ตั้งเป้าลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกราว 26-28% จากระดับปี 2005 ให้ได้ภายในปี 2025 โดยสหรัฐเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ปล่อยก๊าซดังกล่าวรองจากจีน หรือคิดเป็น 15% ของโลก







