
บัณฑิตMBAเอเชีย แซงหน้าสหรัฐ
นโยบายจำกัดผู้อพยพเข้าเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และค่าเล่าเรียนในระดับปริญญาโทที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐ
โดย...กิตติณัฏฐ์ จันทร์สุเทพ
นโยบายจำกัดผู้อพยพเข้าเมืองของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และค่าเล่าเรียนในระดับปริญญาโทที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐ กำลังทำให้นักศึกษาจากต่างประเทศตัดสินใจไปศึกษาต่อยังประเทศอื่นแทนที่จะเป็นสหรัฐ ซึ่งทำให้คณะบริหารธุรกิจในสหรัฐเริ่มสูญเสียความเป็นแนวหน้าในด้านศึกษาให้แก่สถาบันในเอเชีย
เอเชียน นิกเกอิ รีวิว รายงานว่า ข้อมูลจากทางการสหรัฐ ระบุว่า กว่า 2 ใน 3 ของคณะบริหารธุรกิจที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ มีจำนวนนักศึกษาจากต่างประเทศที่ยื่นใบสมัครเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทลดลงอย่างมากในปีนี้ สวนทางกับหลักสูตรบริหารธุรกิจในเอเชีย ที่มีรายงานว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยพบมาก่อน
ข้อมูลที่สำรวจโดยสถาบัน Graduate Management Admission Council (GMAC) ซึ่งเป็นผู้จัดสอบ GMAT ที่ใช้วัดระดับความรู้พื้นฐานสำหรับเข้าศึกษาต่อในคณะบริหารธุรกิจทั่วโลก ระบุว่า มาตรการเรื่องวีซ่าการทำงานที่เข้มงวดขึ้นของทรัมป์ รวมถึงมาตรฐานของคณะบริหารธุรกิจในเอเชียที่สูงขึ้น คือสาเหตุหลักที่จำนวนนักเรียนต่างชาติในสหรัฐลดลง
เรียนที่ไหนก็ไม่ต่างกัน
ฮิโรซาคุ โคโนะ คณบดีโรงเรียนบริหารธุรกิจเคโอ ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น และอดีตรองประธานสมาคมคณะบริหารธุรกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ระบุว่า การเข้าศึกษาในคณะบริหารธุรกิจที่ได้รับการยอมรับนั้นเกิดขึ้นได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสหรัฐ
ในปัจจุบันคณะบริหารธุรกิจในเอเชียยกระดับมาตรฐานสถาบันผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งในยุโรปและสหรัฐ โดยมีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ สามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบเต็มเวลาหรือแบบพิเศษ (พาร์ตไทม์) อีกทั้งหลักสูตรยังได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ และที่สำคัญที่สุดคือค่าเรียนไม่แพงจนเกินไป
ทั้งนี้ การแข่งขันระหว่างคณะบริหารธุรกิจในเอเชียนั้นสูงมาก โดยคณะบริหารธุรกิจในสิงคโปร์และฮ่องกง คือเป้าหมายหลักของนักศึกษาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ผลสำรวจที่จัดทำโดย GMAC ระบุว่า ในเดือน มี.ค.ปีนี้ 74% ของคณะบริหารธุรกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีจำนวนนักศึกษาต่างชาติสมัครเข้าศึกษาต่อเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สวนทางกับคณะบริหารธุรกิจในสหรัฐ ซึ่งข้อมูลของ GMAC ระบุว่า จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่ยื่นสมัครเข้าศึกษาต่อนั้นลดลงถึง 64% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2005 ที่อยู่ที่ระดับ 67%
อย่างไรก็ดี คณะบริหารธุรกิจในญี่ปุ่นหลายแห่ง ให้ความเห็นว่า เมื่อดูจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่านโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่มีความเข้มงวดขึ้นของทรัมป์ จะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาต่างชาติเลือกมาศึกษาต่อในเอเชียแทนที่จะเป็นสหรัฐ อย่างไรก็ตาม จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เพิ่มขึ้นจะสร้างประโยชน์ให้กับคณะบริหารธุรกิจในระยะยาว
ยกตัวอย่างเช่น คณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยวาเซดะ ที่จำนวนใบสมัครเข้าศึกษาต่อจากนักศึกษาที่พำนักอยู่ในประเทศมุสลิมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผู้เข้าสมัครบางรายให้เหตุผลที่ตัดสินใจมาเรียนในเอเชียว่า นโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มขึ้นของทรัมป์ ทำให้พวกเขารู้สึกไม่เป็นที่ต้อนรับในสหรัฐ
หลักสูตรระดับปริญญาโทแบบเต็มเวลาคณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยวาเซดะ เปิดรับนักศึกษาราว 70 คน/ปี โดยในจำนวนดังกล่าว นักศึกษาสัดส่วน 2 ใน 3 ที่ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ เป็นนักศึกษาต่างชาติซึ่งส่วนใหญ่มาจากจีน ไต้หวัน และไทย
ด้านสถาบัน GMAC ระบุว่า คณะบริหารธุรกิจในสหรัฐนั้น นักเรียนส่วนมากมาจากจีนหรืออินเดีย ซึ่งนักเรียนจากอินเดียสัดส่วน 8 ใน 10 คน ระบุว่า โอกาสที่จะได้รับวีซ่าเพื่อทำงานในสหรัฐหลังจบการศึกษาคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจมาเรียนต่อที่นี่ อย่างไรก็ดี นักเรียนส่วนใหญ่เปิดเผยว่า นโยบายคุมเข้มคนเข้าเมืองของทรัมป์ทำให้ตัดสินใจไปศึกษาต่อยังประเทศอื่น
ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่่ผ่านมา ทรัมป์เพิ่งลงนามในคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี เรียกร้องให้มีการยกเครื่องมาตรการตรวจคนเข้าเมืองขนานใหญ่ ซึ่งเป็นความพยายามของทรัมป์ที่ต้องการเพิ่มการจ้างงานในประเทศให้กับชาวอเมริกันตามนโยบาย “ซื้อของอเมริกัน จ้างคนอเมริกัน”







