
ไวรัสอีโบลากลับมาระบาดอีกครั้งในคองโก
องค์กรอนามัยโลกประกาศไวรัสอีโบลาระบาดอีกครั้ง หลังพบผู้ติดเชื้อในคองโก ด้านรัฐบาลส่งทีมแพทย์เข้าตรวจสอบยับยั้งการระบาดของโรค
องค์กรอนามัยโลกประกาศไวรัสอีโบลาระบาดอีกครั้ง หลังพบผู้ติดเชื้อในคองโก ด้านรัฐบาลส่งทีมแพทย์เข้าตรวจสอบยับยั้งการระบาดของโรค
เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกประกาศไวรัสอีโบลากลับมาระบาดอีกครั้งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ในทวีปแอฟริกา หลังตรวจพบว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ราย จากโรคไข้เลือดออก มีเชื้ออีโบลาในร่างกาย
นับตั้งแต่วันที่ 22 เมษายนเป็นต้นมา มีผู้ต้องสงสัยว่าอาจติดเชื้ออีโบลารวมทั้งหมด 9 คน ขณะนี้อีก 6 คนยังคงพักรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาล อย่างไรก็ตามทางองค์การอนามัยโลกระบุไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกกับการระบาดครั้งใหม่นี้ และเชื่อว่าไม่ได้เชื่อมโยงกันกับเหตุระบาดของไวรัสอีโบลาที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2014 และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 11,300 คนในกินี, เซียร์ราลีโอน, ไลบีเรีย และในอีกหลายประเทศ ซึ่งภาพความน่ากลัวของการระบาดในตอนนั้น ได้สร้างความหลอกหลอนไปทั่วโลก เมื่อผู้คนพากันล้มตายตามท้องถนน
ด้านรัฐบาลคองโกเองตอบสนองต่อการระบาดอย่างรวดเร็ว ด้วยการส่งทีมแพทย์ และทีมนักวิทยาศาสตร์เข้าตรวจสอบยังภูมิภาคที่พบผู้ติดเชื้อ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบจากตัวอย่างเลือดของ 5 คนที่มีอาการป่วย พบมีเพียง 1 รายเท่านั้นที่มีเชื้อไวรัส
เหตุระบาดของไวรัสอีโบลานี้นับเป็นเหตุระบาดครั้งที่ 8 แล้ว ที่เกิดขึ้นในคองโก นับตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา และสำหรับการระบาดครั้งล่าสุดเมื่อปี 2014 คองโกมีประสิทธิภาพที่ดีในการยับยั้งการระบาดของโรค ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพียง 49 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตหลายพันคน ในประเทศเพื่อนบ้าน
ทางกระทรวงสาธารณสุขของคองโกระบุช่วงเวลาของการระบาดที่ไม่ร้ายแรงนี้ นับเป็นโอกาสที่ดีในการทดสอบวัคซีนในพื้นที่ที่มีรายงานการระบาด ด้านองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนเตรียมเจรจากับรัฐบาลคองโกในการเปิดตัวแคมเปญวัคซีนตัวใหม่ของพวกเขา ที่ใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคอีโบลาสำเร็จมาแล้วในกินี
ทั้งนี้ไวรัสอีโบลา ถูกตั้งชื่อตามแม่น้ำสายหนึ่งของคองโก ที่อยู่ในบริเวณการระบาดของโรคครั้งแรก เมื่อปี 1976 สำหรับอาการของโรค เมื่อติดเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการไข้ขึ้นสูง ปวดกล้ามเนื้อ ท้องร่วง และอาเจียน เลือดออกจากอวัยวะภายใน ซึ่งจะนำไปสู่การเสียชีวิต ไวรัสดังกล่าวสามารถติดต่อกันได้ผ่านการสัมผัสของเพลวที่ออกมาจากตัวของผู้ป่วย แม้กระทั่งร่างของผู้ป่วยที่เสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ซึ่งแพทย์, พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทำศพ ตลอดจนญาติของผู้ป่วยที่ทำหน้าที่ดูแลพวกเขานั้นมีโอกาสติดเชื้อไวรัสสูงมาก
ขอบคุณภาพจาก AFP







