posttoday
สหรัฐจ่อปรับนโยบาย

สหรัฐจ่อปรับนโยบาย

05 พฤษภาคม 2560

สหรัฐเตรียมเลิกใช้ค่านิยมเป็นเงื่อนไขต่อรองความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ด้านสภาผู้แทนฯ จ่อโหวตกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่

สหรัฐเตรียมเลิกใช้ค่านิยมเป็นเงื่อนไขต่อรองความสัมพันธ์กับต่างประเทศ ด้านสภาผู้แทนฯ จ่อโหวตกฎหมายประกันสุขภาพฉบับใหม่

เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เตรียมปรับเปลี่ยนแนวทางเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและประเทศต่างๆ โดยส่งสัญญาณว่าสหรัฐจะไม่นำค่านิยมของสหรัฐ เช่น เรื่องสิทธิ มนุษยชน มาเป็นเงื่อนไขต่อรองความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ แต่ย้ำว่าสหรัฐยังยึดมั่นค่านิยมดังกล่าวอยู่ภายใต้นโยบายต่างประเทศแบบ อเมริกันต้องมาก่อน ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ

ทิลเลอร์สัน ระบุว่า ในช่วงหลายสิบปีมานี้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐนั้นค่อนข้างเสียสมดุล เนื่องจากเน้น ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศเกิดใหม่มากจนเกินไป อย่างไรก็ดีความสัมพันธ์กับประเทศเหล่านั้นยังมีความสำคัญต่อสหรัฐ เพียงแต่ควรดำเนินนโยบายให้มีความสมดุลมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ยังเปิดเผยว่า สหรัฐจะไม่เข้าไปยุ่งกับปัญหาสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศมากเท่ากับในอดีต และค่านิยมของสหรัฐนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่การดำเนินนโยบายต่างประเทศนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ และหากสหรัฐกำหนดเงื่อนไขที่ประเทศอื่นต้องปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดมากเกินไป สหรัฐอาจมีปัญหาในการยกระดับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและทางเศรษฐกิจ

ด้านประเด็นวิกฤตอาวุธนิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ ทิลเลอร์สัน ระบุว่า สหรัฐพร้อมที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตร เพื่อลงโทษบริษัทเอกชนที่ฝ่าฝืนมติของสหประชาชาติโดยการทำการค้ากับเกาหลีเหนือ และระบุว่าสหรัฐมีโอกาสครั้งใหญ่ในการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์กับจีนในอีกหลายสิบปีนับจากนี้ ซึ่งผู้นำของจีนดูจะมีความคิดในลักษณะเดียวกัน

ขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จัดให้มีการโหวตเพื่อยกเลิกกฎหมายประกันสุขภาพ หรือ โอบามาแคร์เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวานนี้ หลังประสบปัญหาในการรวบรวมคะแนนเสียงจากสมาชิกรีพับลิกันจนต้องถอนร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออกจากการพิจารณาในรัฐสภาเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกันมั่นใจว่าจะได้รับชัยชนะในการโหวตครั้งนี้

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท