
เอกชนมอง1ปีรัฐบาลซูจี เอฟดีไอหดแต่โปร่งใส
ครบรอบ 1 ปี การบริหารประเทศของรัฐบาลเมียนมา ภายใต้ผู้นำประเทศ อูถิ่นจอ
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
ครบรอบ 1 ปี การบริหารประเทศของรัฐบาลเมียนมา ภายใต้ผู้นำประเทศ อูถิ่นจอ ประธานาธิบดีพลเรือนคนแรกของเมียนมา และ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐและรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา โดยสื่อท้องถิ่น เมียนมาไทม์ส เผยบทสัมภาษณ์ตัวแทนภาคธุรกิจเมียนมา ถึงประเด็นครบรอบการบริหารงานรัฐบาลพลเรือนชุดใหม่ของเมียนมา
เอ ธิฮา (Aye Thiha) ประธานคณะกรรมการการติดต่อภาครัฐ หอการค้าสหรัฐอเมริกา กระทรวงพาณิชย์เมียนมา และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทกลุ่มธิฮา (Thiha Group) ผู้ดำเนินธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม เช่น พลังงาน อาหารและบริการ และบริการให้คำปรึกษา รวมถึงพันธมิตรธุรกิจ มิลล์คอน สตีล ประเทศไทย ด้านวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น เปิดเผยมุมมองภาคเอกชนว่า การเจรจาร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปธรรมด้านต่างๆมากนัก อีกทั้งการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ลดลงในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการก่อสร้างและภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีข้อถกเถียงอีกมาก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการทำงานของรัฐบาลในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีความโปร่งใส แต่การทำงานของรัฐบาลช้ากว่าที่คิด โดยรัฐบาลใช้เวลา 6 เดือนในการวางแผนต่างๆ และใช้เวลาอีก 6 เดือนในการจัดทำแผนงาน แต่ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมจริง ดังนั้น เอกชนจึงต้องการเห็นความชัดเจนในทิศทางของนโยบาย เมื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการรัฐบาลชุดนี้กับรัฐบาลชุดก่อน พบว่ารัฐบาลก่อนหน้าได้การผลักดันอยู่แล้วพร้อมสร้างแรงกระตุ้น และดำเนินธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ยังขาดการผลักดันมากกว่า
นอกจากนี้ ยังมีความคุ้นเคยต่อการทำงานของรัฐบาลชุดก่อนหน้า ทำให้การทำธุรกิจสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งปัญหาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือ ขาดความชัดเจนด้านนโยบาย รวมถึงการดำเนินการไม่ชัดเจน การอนุมัติใบอนุญาต และสัญลักษณ์รับรองจำนวนมากที่ใช้เวลานาน เป็นเหตุผลที่ทำให้สิ่งต่างๆ ไม่ได้ขับเคลื่อนไป
จากความไม่แน่นอนดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งให้นักลงทุนต่างประเทศลงทุนในประเทศลดลง ทำให้เอฟดีไอลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับการบริหารงานของรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ ซึ่งแรงกระตุ้นต่างๆ ที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาในช่วง 6 เดือนแรก มีความตื่นเต้นและกระตุ้นการลงทุนต่างๆ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนที่ 7 และ 8 นักลงทุนเริ่มหมดความอดทน ด้วยความไม่ชัดเจนของนโยบายต่างๆ ซึ่งต้องการรอให้สิ่งต่างๆ มีความชัดเจน เพื่อที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนน้อยที่สุด
โดยในมุมมองนักธุรกิจ เมื่อเปิดโรงงาน ต่างต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน เป็นสิ่งสำคัญมากที่โครงสร้างพื้นฐานต้องพัฒนาก่อนการลงทุน และการดำเนินการที่มีความชัดเจน ส่งผลให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อรัฐบาลไม่มีความชัดเจน ประกอบกับเมื่อมีการก่อตั้งหลายกระทรวง โดยที่ยังไม่มีประสบการณ์ การทำงานจึงยากขึ้น ด้วยนักธุรกิจทุกคนมีความคิดคล้ายๆ กันในการมองโลกในแง่ดี โดยหวังว่าในเร็วๆ นี้จะเห็นอะไรเป็นรูปธรรม ซึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของกระทรวงด้วย
สำหรับกฎเกณฑ์การจัดตั้งบริษัทในเมียนมาฉบับใหม่ แทนที่กฎเกณฑ์การจัดตั้งบริษัทในเมียนมาฉบับปี 2457 ส่งผลต่อบรรยากาศในการลงทุนในแง่บวกมากขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในปีนี้ โดยปัจจุบันรัฐบาลอนุญาตให้ต่างชาติสามารถถือหุ้นในบริษัทเมียนมาได้ 35% จึงเป็นผลดีกับบริษัทเมียนมาจำนวนมาก
สำหรับในปีงบประมาณใหม่นี้ เอกชนรู้ดีว่ารัฐบาลไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในเวลาเดียว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เอกชนไม่เห็นด้วยกับระบบการจัดเก็บภาษี ที่ปัจจุบันเริ่มมีการเก็บภาษีรายการใหม่ๆมากมาย "ด้วยเห็นว่าหากมีการเสียภาษีแบบระบบเปิดมากขึ้น เมื่อคนมีรายได้และสามารถทำรายได้ได้มากก็พร้อมยินดีที่จะเสียภาษี เพราะถ้าวงกลมไม่ได้ใหญ่ขึ้น และเอาส่วนแบ่งทางภาษีไปอีกก็เป็นเรื่องที่ยากมาก" ธิฮา กล่าว
ปัจจุบัน หอการค้าสหรัฐ เมียนมา มีสมาชิกประมาณ 170 บริษัท และมีความกระตือรือร้นมากขึ้นหลังการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ และมีความหวังในการเห็นบทบาทของการบริหารงานของรัฐบาลเป็นรูปธรรมมากขึ้น







