
โลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ พาร์ตเนอร์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
ตลาดอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งเป็นรองเพียงจีนและอินเดียเท่านั้น
โดย...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ EIC | Economic Intelligence Center
ตลาดอี-คอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก ซึ่งเป็นรองเพียงจีนและอินเดียเท่านั้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสะสมสูงถึงเกือบ 25% จากปี 2559-2563
อย่างไรก็ตามอุปสรรคสำคัญที่กระทบต่อการเติบโตและยอดขายของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เป็นเรื่องของการขนส่งสินค้า ทั้งนี้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาปัญหาบางส่วนได้รับการแก้ไขด้วยนวัตกรรมใหม่ที่เรียกกันว่า “Logistics Startup” โลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ผนวกกับบริการขนส่งสินค้าในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
ดังเช่นในกรณีของบริษัท Instant ในอินเดียที่เข้ามาช่วยให้สแน็ปดีล (Snapdeal) ซึ่งเป็นออนไลน์มาร์เก็ตเพลส จัดส่งสินค้าได้ภายใน 4 ชั่วโมงในหัวเมืองหลัก เช่น เดลี มุมไบ และบังกาลอร์ ด้วยความที่นวัตกรรมดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ธุรกิจนี้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนได้จากมูลค่าของธุรกิจที่ขยายตัวเกือบ 30 เท่าจาก 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2555 เป็น 28.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558
ทั้งนี้ ธุรกิจโลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ ในไทยได้เริ่มปรากฏบ้างแล้ว โดยมีผู้ประกอบการ 2 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีแอพพลิเคชั่นและยานพาหนะเพื่อให้บริการเป็นของตนเอง เช่น aCommerce ที่ให้บริการในด้านการขนส่งสำหรับอี-คอมเมิร์ซโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ยังมีผู้เล่นรายอื่นๆ ที่ให้บริการส่งเอกสารและพัสดุขนาดเล็กในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น Skootar, Lalamove, GrabBike และ Rushbike
ทั้งนี้โดยทั่วไปธุรกิจโลจิสติกส์ สตาร์ทอัพในไทยส่วนใหญ่ เริ่มจากการพัฒนาแอพพลิเคชั่นก่อน จากนั้นจึงค่อยนำไปใช้ในการจัดการการขนส่งสินค้าและยานพาหนะต่อไป ในขณะที่กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่มีเพียงแอพพลิเคชั่นซึ่งเป็นเสมือนออนไลน์มาร์เก็ตเพลส ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ให้บริการขนส่งและผู้ขายสินค้า แต่ยังขาดยานพาหนะในการขนส่ง เช่น Giztix
จากสถานการณ์ตลาดของไทยจะเห็นได้ว่าการให้บริการของโลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ ในไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยมีปัจจัยหนุนจากพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคที่คุ้นชินและหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับการจับจ่ายต่อครั้งที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งการเติบโตดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มโมเดิร์นเทรดที่เอื้อให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลตัวเมืองสามารถซื้อสินค้าออนไลน์ได้
โดยการเติบโตดังกล่าวจะทำให้เกิดอุปสงค์โดยตรงต่อการขนส่งสินค้าที่ซื้อขายทางอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น นอกจากนี้การให้บริการของผู้เล่นโลจิสติกส์ สตาร์ทอัพในปัจจุบันยังจำกัดอยู่เพียงบริเวณเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น
จึงเป็นโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามาให้บริการในพื้นที่ต่างจังหวัดได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างของตลาดได้
โดยผู้ประกอบการที่สนใจรุกเข้าสู่ธุรกิจโลจิสติกส์ สตาร์ทอัพ อาจเป็นกลุ่มผู้ที่พัฒนาแอพพลิเคชั่นซึ่งเป็นออนไลน์มาร์เก็ตเพลส เชื่อมระหว่างผู้ประกอบการขนส่ง ผู้ขาย และผู้ซื้อสินค้าทางอี-คอมเมิร์ซอยู่แล้ว หรืออาจเป็นผู้เล่นที่อยู่ในธุรกิจขนส่งสินค้าในปัจจุบันที่ต้องการขยายโอกาสเข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจดังกล่าวประสบความสำเร็จ ได้แก่ 1.การสร้างแอพพลิเคชั่นที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่าย ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้ขนส่งสินค้า ผู้ขาย และผู้ซื้อ เช่น บริการติดตาม (Tracking) การขนส่งสินค้า การบริการจ่ายเงินค่าสินค้า และค่าขนส่งสินค้าปลายทางแบบออนไลน์ เป็นต้น
ปัจจัยที่ 2.การจัดการยานพาหนะ โดยหากเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีเงินลงทุนจำกัด อาจจำเป็นต้องสร้างพันธมิตรเครือข่ายผู้ขนส่งสินค้าให้คลอบคลุมพื้นที่บริการเป้าหมาย และ 3.การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างฐานลูกค้าทั้งในฝั่งของผู้ให้บริการขนส่งและผู้ขายสินค้าให้เลือกใช้บริการขนส่งสินค้า
หากสร้างหัวใจสำคัญในการดำเนินงานทั้ง 3 อย่างได้สำเร็จ การสร้าง Logistics Startup เพื่อให้บริการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในส่วนภูมิภาคย่อมเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จได้ไม่ยากนัก







