
ผ่าแนวคิด‘เจแอลแอล’ วิกฤตคือบทเรียนสำคัญ
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
โดย...โชคชัย สีนิลแท้
ปัญหาต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยซบเซาอย่างหนัก เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ โจนส์ แลง ลาซาลล์ ต้องปรับตัวครั้งใหญ่จากเดิมเน้นซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หันมาเน้นธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือว่ามีความเสียงต่ำ
สุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) หรือเจแอลแอล บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เล่าว่า จากปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ผู้บริหารเจแอลแอลไม่เคยลืม ที่ครั้งนั้นทำให้บริษัทต้องลดพนักงานขายที่มีอยู่ 60-70% จากจำนวนพนักงานรวมที่มีอยู่กว่า 300 คน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นไปให้ความสำคัญกับการเป็นตัวแทนนายหน้าขายอสังหาฯ ให้กับผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีพนักงานมากถึง 1,600 คน วิธีการเลย์ออฟหรือลดพนักงานไม่เคยถูกนำมาใช้อีกเลย เนื่องจากหันกลับมาให้ความสำคัญกับธุรกิจรับบริหารอสังหาริมทรัพย์ที่รายได้ไม่ผันผวน
ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการเป็นตัวแทนการซื้อขาย-ให้เช่าอาคาร ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม อาคารสำนักงาน โรงงานหรือโกดังสินค้า แต่ในปีนี้การเป็นตัวแทนซื้อขาย-ให้เช่าที่ดินเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนซื้อขาย และให้เช่าที่ดินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินในย่านศูนย์กลางธุรกิจที่มีมูลค่าสูง ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวม 1.6 หมื่นล้านบาท จากปีที่ผ่านมามีมูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การเจรจาซื้อขาย-ที่ดิน (ดีล) ส่วนใหญ่ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา จะอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ตและพัทยา ที่มีมูลค่าการพัฒนาโครงการกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทคาดว่าจะสามารถปิดดีลในการให้เช่าที่ดินแปลงใหญ่ 1 แปลง ย่านใจกลางธุรกิจ (ซีบีดี) เนื้อที่ 6 ไร่ หากมีการซื้อขายแปลงนี้ จะมีมูลค่าขายประมาณ 4,800-5,000 ล้านบาท โดยเจ้าของที่ดินเปิดประมูลให้เช่า 30 ปี สามารถพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน ค้าปลีก หรือโรงแรม ขณะที่ปี 2560 บริษัทยังมีดีลในการซื้อขายและเช่าอีกไม่ต่ำกว่า 5-6 ดีล
“ปัจจัยที่สัดส่วนการซื้อขายที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะประกาศใช้ในปี 2560 ส่งผลให้เจ้าของที่ดินต้องเร่งปล่อยขายหรือเช่า”
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มบริการบริหารการจัดการอสังหาริมทรัพย์ 60% กลุ่มบริการตัวแทนซื้อขาย-ให้เช่า 30% ทั้งการซื้อขาย-ให้เช่าที่ดิน อาคารสำนักงาน โรงแรม ศูนย์การค้า ที่อยู่อาศัย โรงงานและโกดังสินค้า นอกจากนี้ มาจากกลุ่มบริการด้านการให้คำปรึกษาและบริการประเมินราคา 5% กลุ่มบริหารโครงการก่อสร้าง-ออกแบบตกแต่ง 5% และในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท พีดีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล ธุรกิจบริการให้คำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจบริการและโครงการก่อสร้างและออกแบบ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ 900 ล้านบาท เติบโต 15%
ขณะที่แผนการดำเนินงานใน 5 ปีข้างหน้านี้ บริษัทตั้งเป้าอัตราการเติบโต 10% ต่อปี โดยผ่านกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ในการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพิ่ม โดยการนำระบบซอฟต์แวร์เข้ามาใช้ในการให้บริการสำหรับลูกค้าและการพัฒนาระบบบริหารจัดการฐานข้อมูลลูกค้า รวมไปถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น







