posttoday
หนี้ท่วมโลกกว่า 5 ล้านล. หวั่นก่อวงจรฉุดเศรษฐกิจ

หนี้ท่วมโลกกว่า 5 ล้านล. หวั่นก่อวงจรฉุดเศรษฐกิจ

07 ตุลาคม 2559

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้จะผ่านพ้นช่วงวิกฤตการเงินโลกมาแล้วถึง 8 ปี แต่ในขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเสี่ยงจากกองหนี้ที่มีสัดส่วนสูงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) เปิดเผยว่า มูลค่าหนี้สินโดยรวมครอบคลุมหนี้ของรัฐบาล หนี้บริษัทนอกภาคการเงิน และหนี้ครัวเรือน พุ่งขึ้นแตะ 152 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,295 ล้านล้านบาท) ในปี 2015 สูงกว่า 2 เท่าของระดับปกติตั้งแต่เข้าสู่ปี 2000 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รายงานของไอเอ็มเอฟ เปิดเผยว่า ปริมาณหนี้สินทั่วโลกในปัจจุบันอยู่ที่ระดับสูงสุดทำสถิติที่ 225% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) โดย 2 ใน 3 เป็นหนี้ภาคเอกชน ส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นยู่ที่ระดับ 85% เมื่อปีที่แล้ว จากระดับต่ำกว่า 70% ในปีก่อนหน้า

“ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกดดันให้การจ่ายหนี้คืนเป็นไปได้ยาก และทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ที่บั่นทอนความสามารถในการลดระดับหนี้ และขณะเดียวกันหนี้มหาศาลนี้ก็วนกลับมาฉุดเศรษฐกิจโลกให้เติบโตช้า” ไอเอ็มเอฟ ระบุ

วิกเตอร์ แกสเปอร์ หัวหน้าฝ่ายการเงินของไอเอ็มเอฟ ระบุว่า ปริมาณหนี้เอกชนที่มากเกินไปเป็นปัจจัยหลักกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และเป็นความเสี่ยงหลักต่อเสถียรภาพทางการเงิน โดยหลายครั้งที่ผ่านมามีการประเมินความเสี่ยงจากหนี้ภาคเอกชนต่ำเกินไป

ปริมาณหนี้สินมหาศาลในระบบเศรษฐกิจนี้ ยังสร้างความลำบากใจให้กับบรรดาธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งถูกกดดันให้ใช้นโยบายการเงินกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่มีปริมาณหนี้ฉุดจากการใช้นโยบายการเงินผ่อนคลาย ขณะที่ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลังและการเงินก็เริ่มจำกัดลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำในหลายประเทศ ยังเป็นส่วนกระตุ้นการก่อหนี้ของภาคเอกชนกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ซึ่งทำให้หนี้เอกชนอยู่ในระดับสูงทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ใหญ่ๆ อย่างจีนและบราซิล ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของระบบการเงินโลก

ไอเอ็มเอฟ เสริมว่า แม้ในขณะนี้จะยังไม่มีมติชัดเจนว่าสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีควรอยู่ในระดับไหน แต่วิกฤตการเงินล้วนมีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับสัดส่วนหนี้ภาคเอกชนที่สูงเกินทั้งในเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วและเศรษฐกิจเกิดใหม่ และแม้จะสามารถหลีกเลี่ยงวิกฤตได้ แต่หนี้สินในระดับสูงก็ส่งผลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยการชะลอจ่ายหนี้ของบรรดาธุรกิจ อาจจะกลายเป็นคลื่นลูกเล็กที่เพิ่มความเสี่ยงไปสู่ภาวะช็อกในกระบวนการลดหนี้ ซึ่งมีผลลบรุนแรงได้ในอนาคต

ทั้งนี้ แม้หลังจากยุควิกฤตปี 2008 ภาคครัวเรือนและธุรกิจในประเทศพัฒนาแล้วจะเริ่มหันมาประหยัดและลดการลงทุนมากขึ้น แต่การลดระดับหนี้สินก็ยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ซึ่งทำให้ระดับหนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และสุดท้ายอาจจะนำไปสู่การทิ้งหนี้เสียให้เป็นภาระของรัฐบาล

ไอเอ็มเอฟ แนะว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงมากมาย ประกอบกับระบบธนาคารที่อ่อนแอ บรรดาผู้กำหนดนโยบายควรหลีกเลี่ยงมาตรการเข้มงวดในนโยบายการเงินก่อนเวลาอันควร ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งการปรับโครงสร้างอย่างเต็มใจในระบบหนี้เอกชน

แบงก์ไทย-มาเลย์-อินโดฯ ยัังไม่ดี

ขณะเดียวกัน บริษัทจัดอันดับเครดิต ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินว่า ภาคธนาคารในอาเซียนยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้านและมีแนวโน้มด้านลบ แม้จะมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถต้านทานวิกฤตได้ก็ตาม

ฟิทช์ฯ ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมของภาคธนาคารในอาเซียนส่วนใหญ่เผชิญความท้าทายมากขึ้นจากระดับหนี้ที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และความเชื่อมโยงทางการค้าและการเงินระหว่างอาเซียนกับจีนที่ขยายตัวขึ้น ส่งผลให้ภาคธนาคารในอาเซียนได้รับผลกระทบจากจีนมากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ฟิทช์ฯ เชื่อว่าจีนจะไม่เผชิญภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างรุนแรง หรือฮาร์ดแลนดิ้ง

นอกจากนี้ ธนาคารในอาเซียนยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การค้าโลกอ่อนแอ ค่าเงินอ่อนค่าลง ภาวะสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก ซึ่งบั่นทอนสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจของของธนาคารหลายแห่งและเป็นผลให้คุณภาพของสินทรัพย์ตกต่ำลง

ฟิทช์ฯ คาดการณ์ว่า สัดส่วนหนี้เสียของธนาคารในอาเซียน ซึ่งเคยอยู่ในระดับต่ำมายาวนาน จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในปี 2016 ทั้งนี้ แม้การปล่อยสินเชื่อจะชะลอตัวในหลายประเทศในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่สัดส่วนสินชื่อต่อจีดีพีกลับสูงขึ้น

ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนในประเทศมาเลเซีย ไทย และสิงคโปร์ ก็เพิ่มขึ้นอย่างมากในระดับที่น่ากังวล ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาคุณภาพของสินทรัพย์ที่ขยายตัวขึ้น เมื่ออัตราการว่างงานและอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ฟิทช์ฯ ประเมินให้มุมมองภาคธนาคารในอินโดนีเซีย ไทย และมาเลเซีย ในเชิงลบ เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยถูกกดดันจากเติบโตอย่างรวดเร็วของสังคมผู้สูงอายุและความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกลดลง ขณะที่เศรษฐกิจอินโดนีเซียและมาเลเซียมีความเสี่ยงสูงจากภาวะราคาโภคภัณฑ์ตกต่ำทำให้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงที่สุดในกลุ่มอาเซียน 6 ประเทศ ดังนั้นหากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ยืดยาวออกไป ฟิทช์ฯ อาจจะทบทวนเครดิตของธุรกิจธนาคารในกลุ่มประเทศเหล่านี้อีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก