posttoday
ข่าวร้ายโหมกระหน่ำ แบงก์ยุโรป-มะกันวิกฤต

ข่าวร้ายโหมกระหน่ำ แบงก์ยุโรป-มะกันวิกฤต

01 ตุลาคม 2559

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นฝันร้ายของธุรกิจภาคธนาคารยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

โดย...อักษราภัค ลาภานันต์

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นฝันร้ายของธุรกิจภาคธนาคารยักษ์ใหญ่ทั่วโลก จากกระแสข่าวร้ายที่โหมกระหน่ำ ซึ่งไม่มีท่าทีจะจบลงง่ายๆ ทั้งการปรับลดพนักงานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข่าวอื้อฉาวกรณีทุจริต และความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของธนาคารในยุโรปและสหรัฐ ที่ส่งผลให้นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มธนาคารจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 29 ก.ย. คอมเมิร์ซแบงก์ ธนาคารรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของเยอรมนี ประกาศลดพนักงาน 9,600 อัตรา หรือสัดส่วน 1 ใน 5 ของบริษัท ภายในปี 2020 และระงับการจ่ายเงินปันผลให้นักลงทุน เพื่อนำเงิน 1,100 ล้านยูโร (ราว 4.2 หมื่นล้านบาท) ไปใช้ปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อเพิ่มผลกำไร

ขณะที่ล่าสุด บลูมเบิร์กรายงานว่า เฮดจ์ฟันด์ราว 10 แห่ง ต่างลดสัดส่วนการลงทุนในดอยช์แบงก์ ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในเยอรมนี เนื่องจากกังวลว่าธนาคารจะไม่สามารถจ่ายค่าปรับ 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.8 แสนล้านบาท) ในคดีเกี่ยวกับการจำหน่ายตราสารอนุพันธ์อิงกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยช่วงวิกฤตการเงิน ปี 2008 ซึ่งเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ปะทุขึ้นในภาคธนาคารยุโรปและตลาดทุน และกลายเป็นความกังวลใหญ่สุดในระบบการเงินโลกขณะนี้

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของดอยช์แบงก์ร่วง 6.7% ปิดตลาดที่ 11.48 เหรียญสหรัฐ/หุ้น (ราว 397 บาท) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ในตลาดหุ้นสหรัฐ ขณะที่วันที่ 30 ก.ย. ราคาหุ้นดอยช์แบงก์ยังปรับลงต่อเนื่อง โดยร่วงลงมากถึง 8% หลุดจากระดับ 10 ยูโร/หุ้น (ราว 387 บาท) เป็นครั้งแรกในระหว่างการซื้อขายที่ตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ต

นอกจากวิกฤตของดอยช์แบงก์จะมาจากความกังวลเกี่ยวกับการจ่ายค่าปรับดังกล่าวแล้ว ธนาคารยังเผชิญปัญหาเรื้อรังอื่นๆ มานานหลายปี ซึ่งตอกย้ำความล้มเหลวในการผลักดันปฏิรูปภาคการเงินอย่างจริงจัง

ล่าสุด ธนาคาร เดอะ รอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ (อาร์บีเอส) ประกาศแผนปรับโครงสร้าง เพื่อให้สอดรับกับกฎหมายที่กำลังจะออกใหม่ของสหราชอาณาจักร ให้แยกธนาคารสำหรับรายย่อยออกจากหน่วยบริการด้านการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงกว่า เพื่อลดความเสี่ยงซ้ำรอยวิกฤตการเงิน

ด้านดัชนีเอสซีเอ็มไอเอเชียแปซิฟิกนอกญี่ปุ่นนั้น หุ้นภาคธนาคารฉุดให้ดัชนีปรับตัวลง 1% ในการปิดตลาดวันที่ 30 ก.ย. ส่วนดัชนีสต๊อกซ์ ยุโรป 600 ลดลง 1.5% เมื่อเวลา 08.11 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงลอนดอน ร่วงลงหนักสุดในรอบ 8 สัปดาห์

ฮิเดยูกิ อิชิกูโร นักกลยุทธ์อาวุโสของไดวะ ซีเคียวริตี้ บริษัทหลักทรัพย์ในกรุงโตเกียว ระบุว่า รายงานข่าวดังกล่าวก่อให้เกิดความวิตกว่า สถาบันการเงินอื่นๆ อาจจะเผชิญสถานการณ์ดังกล่าวและปัญหาทางการเงินเช่นเดียวกัน ส่งผลให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติลดการถือหุ้นกลุ่มธนาคารยุโรป เพื่อบรรเทาความเสี่ยงในการลงทุน

สอดคล้องกับ ทิดเจน เทียม ประธานบริหาร (ซีอีโอ) เครดิตสวิส ที่ได้ประกาศเตือนก่อนหน้าว่า ภาคธนาคารในยุโรปกำลังเผชิญความเปราะบางอย่างหนัก จากความไม่แน่ชัดของระบบการกำกับดูแลธุรกิจธนาคาร เกี่ยวกับระดับเงินสำรองความเสี่ยง รวมถึงกรณีการถูกสั่งปรับต่างๆ ในอนาคต

แบงก์มะกันฉาวหนัก

ในขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านการคลังของทางการรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งถือได้ว่าเป็นรัฐบ้านเกิดของเวลส์ฟาร์โก ธนาคารรายใหญ่เบอร์ 3 ของสหรัฐ ประกาศระงับการทำธุรกรรมระหว่างหน่วยงานของรัฐและเวลส์ฟาร์โกเป็นเวลา 1 ปี จากกรณีอื้อฉาวที่ธนาคารได้ลักลอบนำข้อมูลลูกค้าไปเปิดบัญชีปลอมราว 2 ล้านบัญชี เพื่อทำยอดขาย

ก่อนหน้านี้ จอห์น สตัมฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของเวลส์ฟาร์โกก็ถูกคณะกรรมการบริหารของธนาคารได้สั่งริบหุ้นมูลค่า 41 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1,419 ล้านบาท) หลังถูกรัฐบาลและผู้ถือหุ้นบริษัทกดดันให้ลงโทษฝ่ายบริหารจากกรณีดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (ดีโอเจ) ระบุว่า เวลส์ฟาร์โกจะต้องจ่ายเงิน 24 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 831 ล้านบาท) เพื่อยอมความกับทางดีโอเจในข้อหาที่ธนาคารยึดรถ 413 คัน ของเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดประจำการในต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงปี 2008-2015 โดยไม่ได้รับคำสั่งศาล

ดีโอเจ เปิดเผยว่า มีการยื่นฟ้องครั้งแรกจากเจ้าหน้าที่ทหารรายหนึ่ง ระบุว่า ถูกธนาคารยึดรถขณะที่กำลังเตรียมไปประจำการในอัฟกานิสถาน ซึ่งต่อมาธนาคารได้นำรถที่ยึดมาไปประมูลต่อ และยังพยายามเรียกเก็บเงินจากครอบครัวของนายทหารอีก 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3.4 แสนบาท)

จอน ลูคอมนิก กรรมการบริหารของสถาบันวิจัย อินเวสเตอร์ เรสพอนซิบิลิตี้ ในนิวยอร์ก ระบุว่า แม้แต่ละธนาคารกำลังเผชิญปัญหาที่แตกต่างกันในขณะนี้ แต่ปัญหาหลักที่ธนาคารทั้งหลายประสบอยู่ คือ การลืมเป้าหมายหลักของธนาคาร โดยการพยายามแสวงหาทางทำกำไรมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจธนาคารมีความซับซ้อนมากกว่าในอดีตนั้น ยิ่งทำให้เกิดความผิดพลาดต่างๆ มากขึ้นในระบบการดำเนินงานของภาคธนาคาร

หลังผ่านพ้นวิกฤตการเงินมาได้ 8 ปี อุตสาหกรรมธนาคารทั่วโลกล้วนพยายามคลำหาทางก้าวไปข้างหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทางการเงินทั่วโลกได้เพิ่มการตรวจสอบภาคธนาคารและปรับกฎเกณฑ์ทางการเงินให้มีความเข้มงวดยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ดัชนีติดตามธุรกิจธนาคารยุโรปและผู้ให้บริการทางการเงิน 38 แห่ง ของบลูมเบิร์ก ปรับตัวลดลงมาแล้ว 24% ในปีนี้ ขณะที่ดัชนีเคบีดับเบิลยู อินเด็กซ์ ติดตามหุ้นสถาบันการเงินสหรัฐ 24 แห่ง ลดลงแล้ว 4.6% นำโดย เวลส์ฟาร์โก ที่ลดลงมากที่สุด 18%

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก