posttoday
กดดันสิงคโปร์ปราบฟอกเงิน

กดดันสิงคโปร์ปราบฟอกเงิน

28 กันยายน 2559

หน่วยงานปราบฟอกเงินนานาชาติกดดันสิงคโปร์ เพิ่มมาตรการการจัดการ-ยึดทรัพย์สินกองทุนผิดกฎหมาย

หน่วยงานปราบฟอกเงินนานาชาติกดดันสิงคโปร์ เพิ่มมาตรการการจัดการ-ยึดทรัพย์สินกองทุนผิดกฎหมาย

คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (แฟตเอฟ) ออกรายงานกระตุ้นให้สิงคโปร์เพิ่มความพยายามปราบปรามกรณีการฟอกเงินจากต่างชาติ ดำเนินการยึดเงินทุนต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าว และจัดการกับการให้เงินสนับสนุนการก่อการร้าย ซึ่งการกระตุ้นครั้งนี้ยังมีขึ้นในขณะที่สิงคโปร์กำลังสืบสวนกรณีการฟอกเงินที่เกี่ยวกับกองทุนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซีย (วันเอ็มดีบี)

แฟตเอฟได้เริ่มประเมินสิงคโปร์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวช่วงปลายปี 2015 ก่อนที่สิงคโปร์จะสั่งปิดธนาคารบีเอสไอ ไพรเวท แบงก์กิ้ง จากสวิตเซอร์แลนด์ สาขาสิงคโปร์ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวันเอ็มดีบี พร้อมตั้งข้อหาบุคคลที่เกี่ยวข้องและยึดทรัพย์สินธนาคาร 240 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8,297 ล้านบาท)

รายงานการประเมินการจัดการการฟอกเงินและต่อสู้กับการสนับสนุนเงินเพื่อการก่อการร้าย ระบุว่า สถาบันการเงินสิงคโปร์เข้าใจความเสี่ยงจากการฟอกเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลูกค้าในประเทศ และดำเนินการเพื่อลดความเสี่ยงแล้ว แต่การดำเนินการดังกล่าวยังไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่สิงคโปร์จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินมาจากกรณีที่เกิดขึ้นในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ และการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการค้าระหว่างประเทศ จึงมีเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ประเทศ ซึ่งทำให้สิงคโปร์เสี่ยงเป็นจุดส่งผ่านเงินทุนผิดกฎหมาย

แฟตเอฟเสนอแนะให้สิงคโปร์ดำเนินการปรับปรุงใน 3 ด้าน ได้แก่ การจัดประเมินความเสี่ยงของนิติบุคคลอย่างครอบคลุม เพื่อให้สามารถระบุที่มาของการฟอกเงิน หรือความเสี่ยงที่อาจเกี่ยวกับการก่อการร้าย รวมถึงการตรวจสอบบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน และยกระดับการสืบหาผู้กระทำผิด 

ด้านรัฐบาลสิงคโปร์ ระบุว่า หน่วยงาน บังคับใช้กฎหมายจะเพิ่มการค้นหาและการสืบสวนมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับการฟอกเงินข้ามชาติที่มีความซับซ้อน ขณะที่แฟตเอฟแนะนำให้รัฐบาลใช้อำนาจการจับกุมและการยึดสินทรัพย์ มาจัดการกับกองทุนและสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท