
ชี้ปัญหาสุขภาพไทยย่ำแย่
เผชิญภัยพิบัติ-อุบัติเหตุถนน ฉุดเป้าหมายพัฒนายั่งยืน
เผชิญภัยพิบัติ-อุบัติเหตุถนน ฉุดเป้าหมายพัฒนายั่งยืน
สถานการณ์สุขภาพไทยยังแย่ อยู่อันดับ 112 จาก 188 ประเทศ ด้านยูเอ็นยกซูเปอร์บักส์เป็นภัยโลก
รายงานความก้าวหน้าของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของยูเอ็น (เอสดีจี) เปิดเผยผลสำรวจสถานการณ์ด้านสุขภาพใน 188 ประเทศ ในนิตยสาร เดอะลานเซนต์ พบว่า ไทยอยู่ในลำดับที่ 112 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม 4 คือเป็นประเทศที่สถานการณ์สุขภาพแย่ที่สุด เช่นเดียวกับประเทศในภูมิภาคอาเซียนส่วนใหญ่
รายงานระบุว่า การจัดการปัญหาของไทยเรื่องโรคมาลาเรีย ภัยพิบัติ เชื้อไวรัสเอชไอวี อุบัติเหตุบนท้องถนน การจัดการน้ำ และความรุนแรงยังอยู่ในระดับแย่ ขณะที่ทำผลงานได้ดีในเรื่องสุขอนามัย ทักษะของเจ้าหน้าที่การแพทย์การคลอด รวมทั้งไม่มีปัญหาสงคราม ส่วนปัญหาสารพิษ มลพิษจากการสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ อยู่ในระดับปานกลาง
เมื่อเทียบในอาเซียน ไทยตามหลังสิงคโปร์ บรูไน ซึ่งอยู่กลุ่มทำผลงานดีที่สุด รวมถึงได้อันดับต่ำกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งทำผลงานได้ดีรองลงมาจากกลุ่มแรก ส่วนประเทศที่สถานการณ์สุขภาพดีที่สุดในโลกคือ ไอซ์แลนด์ ตามด้วยสิงคโปร์ และสวีเดน
ในภาพรวม ทั่วโลกมีความก้าวหน้าในการลดปัญหาการเสียชีวิตของทารก และปัญหาความยากจนที่กระทบต่อสุขภาพ อย่างไรก็ดีปัญหาโรคเบาหวานอยู่ในภาวะย่ำแย่ตลอด 15 ปี ขณะที่การติดแอลกอฮอล์และความรุนแรงในครอบครัวก็ยังไม่ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทั้ง 193 ประเทศ ร่วมลงนามในปฏิญญายกระดับการจัดการเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะทุกประเภท หรือซูเปอร์บักส์ เมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยยกให้เป็นภัยคุกคามที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งตกลงร่วมปรับปรุงแผนดำเนินการในระดับชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ยา รวมถึงปรับปรุงกฎระเบียบในระบบการรายงานการใช้ยา โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตร
แซลลี่ เดวีส์ หัวหน้าหน่วยแพทย์อังกฤษ ระบุว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยาเป็นประเด็นระดับโลก ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐบาลทุกประเทศ อุตสาหกรรมยา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และภาคการเกษตร
ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินไปในมนุษย์และสัตว์ เนื่องจากจะทำให้ความสามารถในการรักษาโรคลดลง ต่อมาเชื้อดื้อยาดังกล่าวแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว โดยพบว่ามีการใช้ยาเกินขนาดในฟาร์มเลี้ยงหมูของจีน และได้เริ่มระบาดเข้าสู่สหรัฐและยุโรป
รอยเตอร์สคาดการณ์ว่า มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยามากกว่า 7 แสนราย/ปี โดยในสหรัฐมีผู้ป่วยจากเชื้อดังกล่าวปีละราว 2 ล้านราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 2.3 หมื่นราย
ล่าสุด มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก และภรรยา จะสนับสนุนเงินทุน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 7.88 หมื่นล้านบาท) ผ่านมูลนิธิ ชาน-ซัคเกอร์เบิร์ก ที่ก่อตั้งเมื่อปลายปีที่แล้ว สำหรับการวิจัยทางการแพทย์ ในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ เพื่อเยียวยา ป้องกัน และจัดการโรคระบาด







