posttoday
ตื่นผลวิจัยพบ "กล้วย" เสี่ยงสูญพันธุ์ใน10ปี

ตื่นผลวิจัยพบ "กล้วย" เสี่ยงสูญพันธุ์ใน10ปี

21 สิงหาคม 2559

นักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์เผยกล้วยเสี่ยงสูญพันธุ์ เหตุเจอเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ทำลาย ด้าน ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์มองเป็นเรื่องเกินจริง

นักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์เผยกล้วยเสี่ยงสูญพันธุ์ เหตุเจอเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ทำลาย ด้าน ผู้เชี่ยวชาญมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์มองเป็นเรื่องเกินจริง

ช่วงนี้เกิดกระแสข่าวน่าตกใจเกี่ยวกับเกษตรกรรมที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก เมื่อมีนักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์ศึกษาพบว่า ขณะนี้เชื้อราสายพันธุ์ใหม่กำลังบุกทำลาย กล้วย ผลไม้ยอดฮิตของคนทั่วโลกอย่างหนัก พร้อมกับพยากรณ์แนวโน้ม หากไม่สามารถแก้ไขการแพร่ระบาดนี้ได้ราว 5-10 ปี ชาวโลกมีอันได้บอกลากล้วยแน่นอน! ด้านผู้เชี่ยวชาญจากออสเตรเลียแย้งงานวิจัยเกินความจริงมาก

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว มหันตภัยร้ายต่อพืชมากโภชนาการนี้ได้รับการเปิดเผยโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านพืชจากมหาวิทยาลัยวาเค็นนิงเคน ประเทศเนเธอร์แลนด์ว่า โรคปานามา หรือเชื้อราที่มนุษย์ค้นพบครั้งแรกอย่างเป็นกิจจะลักษณะเมื่อปี 1876 และแพร่ระบาดในกล้วยหอมทองระดับสาหัสจนเกือบสูญพันธุ์ในช่วงปี 1960 กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของสายพันธุ์ใหม่ทื่ชื่อว่า VCG01213 หรือทรอปิคอล เรซ 4 (TR4)

นักวิจัยเผยว่า ทรอปิคอล เรซ 4 มีต้นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย และคาดว่ากระจายออกนอกประเทศไปยังไต้หวันที่แรก และจีน ก่อนจะระบาดไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเวลาต่อมาเชื้อยังขจรขจายไปถึง ปากีสถาน เลบานอน จอร์แดน โอมาน โมซัมบิก และพื้นที่บางส่วนของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลียด้วย โดยเชื้อรานี้เป็นสาเหตุที่ทำให้กล้วยหอมเขียว หรือกล้วยหอมคาเวนดิช ตายเป็นจำนวนมากทั่วโลก ความสำคัญของกล้วยหอมสายพันธุ์นี้คือเป็นพันธุ์ยอดนิยมมากที่สุดพันธุ์หนึ่ง และแพร่ขยายทดแทนกล้วยหอมทองที่ถูกทำลายจนเกือบสูญพันธุ์ในยุคก่อนหน้านั้นนั่นเอง

ทว่า รายงานชิ้นนี้ค่อนข้างได้รับความสนใจในวงจำกัด กระทั่งเร็วๆ นี้ ประเด็นเชื้อราล้างบางกล้วยกลับมาอีกครั้ง โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเดิม นำโดย อียอนนิส สเตยีโอปูโลส นักพยาธิวิทยาพืช แต่คราวนี้เขามาพร้อมกับคำเตือนที่ว่า การเพาะปลูกกล้วยทั่วโลกกำลังถูกโจมตีอย่างหนักด้วยโรคใบจุดซิกาโทกาแบบซับซ้อน ที่อาจถึงขั้นทำให้ผลไม้ชนิดนี้สูญพันธุ์ไปจากโลกได้ภายใน 5-10 ปี

ซิกาโทกาแบบซับซ้อน เกิดจากการรวมกันของโรคเชื้อรา 3 ชนิด ได้แก่ 1.ซิกาโทกาสีเหลือง 2.โรคใบจุดจากเชื้อราสกุล Mycosphaerella eumusae และ 3.ซิกาโทกาสีดำ ซึ่งเชื้อราตัวหลังสุดมีพิษร้ายที่สุดที่ทำลายกล้วยราว 100 ล้านตันทั่วโลกทุกปี โดยสเตยีโอปูโลส ศึกษาลักษณะการทำลายของเชื้อราเหล่านี้จากการจัดลำดับของกลุ่มยีนในเซลล์ของเชื้อราที่ 2 และ 3 กับการจัดลำดับของกลุ่มยีนเซลล์เชื้อราตัวที่ 1

การรวมตัวกันของเชื้อราทั้ง 3 ตัวนี้ จะเข้าไปหยุดยั้งระบบภูมิคุ้มกันของต้นกล้วย และเลียนแบบระบบเผาผลาญของตัวเองให้เหมือนกล้วย เพื่อที่ว่าจะได้สามารถผลิตเอนไซม์เข้าไปทำลายกำแพงเซลล์ของพืช และสูบกินน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตของกล้วย กระทั่งต้นกล้วยแห้งตายด้วยลักษณะที่เหมือนมีรอยไหม้สีน้ำตาลในที่สุด

ปัจจัยนอกจากนี้ที่นักวิจัยเชื่อว่าเชื้อราตัวนี้ยากเกินจะยับยั้งได้ คือกล้วยหอมเขียวนั้นใช้วิธีการแตกหน่อขยายพันธุ์ จึงไม่มีการกลายพันธุ์หรือปรับตัวใดๆ หากเชื้อราเข้าแทรกแซงเซลล์ การไม่ฉีดยาฆ่าเชื้อราตามจำนวนที่สามารถควบคุมเชื้อได้ชะงัดคือ 50 ครั้งต่อปี เนื่องจากจะเพิ่มค่าใช้จ่ายกับเกษตรกรค่อนข้างสูง และภาพลักษณ์ของกล้วยในตลาดผู้บริโภคที่เข้าถึงได้ตลอดมีจำหน่ายทุกฤดูกาล ความตระหนักถึงภัยคุกคามผลไม้ประเภทนี้จึงน้อยมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ล่าสุด ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในท้องที่ที่อยู่ในรายงานเมื่อปลายปีที่แล้วคัดค้านอย่างรวดเร็วว่า รายงานวิกฤตกล้วยสูญพันธุ์จากโลกค่อนข้างเป็นเรื่องที่เกินจริง เพราะอย่างน้อยจะไม่เกิดขึ้นในออสเตรเลีย เนื่องจากหน่วยงานด้านการเกษตรของประเทศทำการติดตามตรวจสอบพืชผลตลอด ซึ่งมีกล้วยรวมอยู่ด้วย ซึ่งหากมีการแพร่ระบาดจริงก็สามารถจัดการได้ทันท่วงทีก่อนระยะเวลาสูญพันธุ์ และมาตรการนำเข้าสินค้าของประเทศเข้มงวดมาก จึงจะไม่มีกล้วยจากต่างประเทศเข้ามาภายในออสเตรเลีย และกระจายเชื้อราสู่ผลผลิตภายในแน่นอน

ภาพ...เอเอฟพี

ที่มา www.m2fnews.com

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก