posttoday
เชื่อมซัพพลายเชนพม่า

เชื่อมซัพพลายเชนพม่า

01 สิงหาคม 2559

เอกชนชี้จุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-เมียนมาระยะยาว ร่วมสร้างระบบซัพพลายเชนสินค้า-บริการ เจาะอุตสาหกรรมสำคัญในอนาคต

เอกชนชี้จุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย-เมียนมาระยะยาว ร่วมสร้างระบบซัพพลายเชนสินค้า-บริการ เจาะอุตสาหกรรมสำคัญในอนาคต

นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา ประธานสภาธุรกิจไทย-พม่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากนโยบายเชื่อมโยงเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเมียนมาด้านการลงทุนภาคการเกษตรและแปรรูปอาหารนั้น เอกชนไทยได้ให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ด้วยมองว่าเมียนมาเป็นพันธมิตรธุรกิจที่สำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจร่วมกับประเทศไทย

ทั้งนี้ มี 2 แนวทางสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันในเบื้องต้น คือ 1.การสร้างระบบ/แหล่งรับซื้อสินค้าเกษตรจากเมียนมา และ 2.การนำเทคโนโลยี ระบบการผลิต ความรู้ (โนว์ฮาว) ให้กับกลุ่มภาคการเกษตรเมียนมา เพื่อพัฒนาสินค้าออกมาได้ตามมาตรฐาน จากการนำเครื่องมือทางการเกษตร เครื่องจักรเพื่อการผลิต หรือกระบวนการวิธีการต่างๆ เข้าไปปรับใช้ เป็นต้น

“การจะนำผู้ประกอบการจากฝั่งไทยทั้งขนาดใหญ่หรือเอสเอ็มอีเข้าไปลงทุนในภาคการเกษตรเมียนมานั้น ในฝั่งรัฐบาลเมียนมาควรให้แรงจูงใจ หรือสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือรายละเอียดระหว่าง 2 ประเทศอีกครั้ง จากนั้นคณะนักธุรกิจไทยก็จะเข้าไปเป็นลำดับต่อไป” นายปณิธาน กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการที่ไทยมีภาพลักษณ์เป็นผู้ผลิตระดับโลก (เวิลด์คลาส โปรดิวเซอร์) และมีความต้องการวัตถุดิบระดับโลกเช่นกัน สอดคล้องกับเมียนมาที่เป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญและสามารถเชื่อมโยงอุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ-แปรรูป ซึ่งเมียนมามองว่าหากไทยเป็นครัวของโลกแล้วเมียนมาก็สามารถเป็นสวนของโลกได้เช่นกัน เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยงหรือศูนย์กลาง (ฮับ) ระดับอาเซียนร่วมกัน

สำหรับความร่วมมือในภาคธุรกิจกับเมียนมานั้น ควรเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวในรูปแบบพันธมิตรธุรกิจในการจัดหากระบวนการผลิตสินค้า (ซัพพลายเชน) ครบวงจร ซึ่งไทยยังมีโอกาสทางธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญๆ ดังนี้ โครงการพื้นฐาน สาธารณูปโภคต่างๆ การก่อสร้าง อุตสาหกรรมโรงงาน ภาคการผลิต สินค้าอุปโภค-บริโภค และภาคการเกษตร ที่ภาคเอกชนไทยจะต้องเร่งเข้าไป

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท