
"เออร์โดกัน" เผด็จศึก ล้างบางขั้วตรงข้ามนับหมื่น
"เออร์โดกัน"ไม่เพียงแต่กำจัดอำนาจของทหารเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มจะกำจัดพวกผู้นำทางศาสนาและกลุ่มอนุรักษนิยม
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
การกลับเข้าสู่อำนาจของประธานาธิบดี เรเซฟ เตยิป เออร์โดกัน หลังความพยายามของกลุ่มทหารที่ทำการรัฐประหารล้มเหลวเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่เสริมอำนาจและความนิยมของผู้นำตุรกีจากความเกลียดกลัวรัฐประหารของพลเมืองตุรกีเท่านั้น แต่ยังปูทางไปสู่การปราบปรามอำนาจทางการเมืองอื่นในตุรกี และรวบอำนาจเข้ามาสู่ประธานาธิบดีมากยิ่งขึ้นด้วย
ล่าสุด สำนักข่าวอนาโตลูของทางการตุรกี รายงานว่า ทางการสั่งปลดเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทย 8,777 รายทันที และได้รวบตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหารแล้วประมาณ 6,000 คน ซึ่งครอบคลุมถึงพนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ทหารในหลายระดับ ภายในเวลาเพียงแค่ 2 วันหลังเกิดเหตุ เป็นไปตามที่เออร์โดกัน ประกาศกร้าวว่าต้องการกวาดล้างไวรัสที่เป็นตัวแพร่เชื้อความคิดก่อรัฐประหารและผู้ที่อยู่เบื้องหลังความพยายามนี้จะต้องได้รับบทลงโทษที่สาสม
“การลุกฮือต่อต้านรัฐประหารครั้งนี้ถือว่าเป็นของขวัญจากพระเจ้า ที่เป็นเหตุผลให้ตุรกีต้องกำจัดพวกทหาร เพื่อสร้างตุรกีโฉมใหม่” เออร์โดกัน กล่าวต่อผู้สนับสนุน
ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนเออร์โดกันหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการรื้อโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ก่อการกบฏ โดย บินาลี ยิลดิริม นายกรัฐมนตรีของตุรกี ก็ได้ระบุถึงความเป็นไปได้ดังกล่าวว่า แม้โทษประหารชีวิตจะถูกยกเลิกไปแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขการขอเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) แต่ทางรัฐบาลจะพิจารณามาตรการดังกล่าวใหม่ รวมถึงมาตรการเข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความพยายามเช่นนี้อีกในอนาคต
บลูมเบิร์กรายงานว่า ข้อความดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณของเออร์โดกันอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพื้นฐานสองประการ คือ รวมอำนาจเข้าสู่ประธานาธิบดีและลดบทบาทของกลุ่มชนชั้นนำเก่า
แกรี กรีนเบิร์ก นักวิเคราะห์ของบริษัทจัดการกองทุนแอร์แมสในอังกฤษ ระบุว่า มรดกสืบทอดในสังคมตุรกีจากสมัยก่อนอย่างความหลากหลายในขั้วอำนาจทางการเมืองกำลังจะหายไป และแทนที่ด้วยการเมืองระบอบประชาธิปไตยแบบพรรคเดียวกุมอำนาจ โดยเออร์โดกันอาจจะเข้ากุมอำนาจในสถาบันการเมืองทั้งหมด จากเดิมที่เป็นรัฐบาลพลเรือนซึ่งมีทหารเข้ามาแทรกแซงเป็นระยะ
ส่วนนักวิเคราะห์อื่นๆ ก็มองว่าเออร์โดกันไม่เพียงแต่กำจัดอำนาจของทหารเท่านั้น แต่ยังมีแนวโน้มจะกำจัดพวกผู้นำทางศาสนาและกลุ่มอนุรักษนิยม โดยขณะนี้ก็กำลังเล็งจัดการกับ เฟตุลเลาะห์ กูเลน อดีตอิหม่ามที่ลี้ภัยอยู่ในสหรัฐมานานเกือบ 20 ปี
กระทรวงการต่างประเทศตุรกี แถลงว่ายอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รัฐประหารเพิ่มขึ้นเป็น 290 ราย โดยในจำนวนนี้มีมากกว่า 100 ราย เป็นผู้ที่มีส่วนสนับสนุนการรัฐประหาร ขณะเดียวกันก็มีรายงานจากเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงว่ามีการต่อต้านจากกลุ่มผู้วางแผนรัฐประหารในระหว่างการจับกุม นำไปสู่การยิงตักเตือนที่บริเวณสนามบินใหญ่ในอิสตันบูลและในฐานทัพที่จังหวัดคอนยา
ทั้งนี้ รัฐบาลเออร์โดกันได้ตั้งเป้าให้ตุรกีเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก ในปี 2023 โดยคาดการณ์ว่าจะมีตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 69.99 ล้านล้านบาท) จาก 7.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 25.19 ล้านล้านบาท) ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีตุรกียังเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ มีงบประมาณขาดดุลอย่างหนัก และมีมาตรการถ่วงดุลจากกลุ่มอนุรักษนิยมที่คอยยับยั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้าน เมห์เม็ต ซิมเสก รองนายกรัฐมนตรีตุรกี ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อยและแค่ระยะสั้น ส่วนค่าเงินลีราปรับเพิ่มขึ้น 3% ต่อเหรียญสหรัฐ อยู่ที่ 2.9274 ลีรา/เหรียญสหรัฐ หลังสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โดยค่าเงินร่วงลงเกือบ 5% เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา
กระทบขอเข้าสมาชิกอียู
ขณะเดียวกัน บรรดาผู้นำในอียูก็ได้ประกาศสนับสนุนอยู่เคียงข้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของตุรกี อย่างไรก็ดี ได้แสดงความกังวลถึงสถานการณ์การปราบปรามขั้วตรงข้ามอย่างหนัก หลังการทำรัฐประหารล้มเหลว และอาจจะกระทบต่อการพิจารณาการขอเป็นสมาชิกอียู ของตุรกีตามมา
โดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรียุโรป เรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีร่วมมือกับสถาบันต่างๆ จัดการกับผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหารตามหลักกฎหมาย โดยกังวลว่า การปราบปรามจะสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างอียูและตุรกีที่ตึงเครียดอยู่แล้ว เช่นเดียวกับผู้นำเยอรมณี ฝรั่งเศสและรัสเซีย ที่เรียกร้องให้ตุรกีจัดการสถานการณ์หลังเหตุการณ์รัฐประหารโดยปราศจากความรุนแรง
"คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ ตุรกีจะแก้ปัญหาหลังวิกฤติครั้งนี้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป และปัญหานี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังปราบปราม" ทัสก์กล่าว
ขณะที่ ฌอง โคลด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) และ เฟเดอริกา โมเกห์รินี หัวหน้าที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอียู ออกแถลงการณ์ร่วมของอียูเรียกร้องให้ ตุรกีเร่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติและอยู่ภายใต้ระเบียบของรัฐธรรมนูญโดยเร็ว
ทั้งนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่จากอียู ออกมาชี้แจงว่า ความพยายามก่อรัฐประหารจะส่งผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์อียูและตุรกี รวมทั้งยังไม่ได้ชี้ชัดว่าอาจจะส่งผลต่อการเจรจาเป็นสมาชิกอียู ตั้งแต่ปี 2005 หรือไม่ แต่ ทาลัท มาซู้ด อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพปากีสถานระบุว่า ตุรกีน่าจะยังไม่ได้เป็นสมาชิกอียูภายใน 2-3 ปีนี้ โดยที่ผ่านมา มีกระแสต้านการรับตุรกีเป็นสมาชิก และฝ่ายคัดค้านเหล่านี้ อาจจะนำเหตุการณ์รัฐประหารมาอ้างว่า ตุรกียังไม่พร้อม เนื่องจากยังไม่มีเสถียรภาพในการเมืองระบบประชาธิปไตย แม้ตุรกีจะมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์การจัดการผู้อพยพในอียูอย่างมาก
ด้าน จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระบุกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า ยังไม่ได้รับคำขออย่างเป็นทางการจากตุรกีกรณีให้ส่งตัวกลับกูเลน ซึ่งเป็นศัตรูทางการเมืองคนสำคัญของเออร์โดกัน พร้อมทั้งปฏิเสธข้อกล่าวหาของตุรกีว่าสหรัฐอยู่เบื้อหลังรัฐประหาร โดยได้แสดงความกังวลว่า แผนการรัฐประหารอาจจะเป็นความแผนของเออร์โดกันเองเพื่อควบรวมอำนาจครั้งใหญ่ และกวาดล้างผู้เห็นต่างทางการเมือง
ขณะที่ กูเลน กล่าวตอบโต้ว่า การรัฐประหารที่ล้มเหลวนี้เป็นแผนการของเออร์โดกันที่ต้องการรวบอำนาจ อย่างไรก็ดี หากทางการสหรัฐตัดสินใจส่งตัวกลับไปยังตุรกี ก็ยินดีทำตามและเคารพคำตัดสิน







