posttoday
‘อาเซียน’ศูนย์กลาง เส้นทางสายไหมใหม่

‘อาเซียน’ศูนย์กลาง เส้นทางสายไหมใหม่

13 กรกฎาคม 2559

จากสภาพภูมิศาสตร์ของ “อาเซียน” ถือเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางสายไหมทางทะเล หรือ วัน เบลต์ วัน โร้ด (One Belt One Road) ของจีน

โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง

จากสภาพภูมิศาสตร์ของ “อาเซียน” ถือเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางสายไหมทางทะเล หรือ วัน เบลต์ วัน โร้ด (One Belt One Road) ของจีน ทีจะส่งผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจทางการค้าในอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ในประเทศไทย และกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี)

อู๋ จื้อ อู่ อัครราชทูตที่ปรึกษาสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กล่าวถึงโครงการ One Belt One Road หรือเส้นทางเชื่อมการค้าของจีน (เส้นทางสายไหม) ที่เป็นมากกว่าการพัฒนาทางด้านการค้าแต่ครอบคลุมในทุกด้าน โดยจีนได้ลงนามความร่วมมือพัฒนาร่วม 20 ประเทศ กระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในโครงการต่างๆ กว่า 6หมื่นตำแหน่งของคนในพื้นที่ โดยในปี 2558 พบว่านักลงทุนจีนลงทุนเพิ่มขึ้น 18% เทียบกับปี 2557 มีมูลค่า 1.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนต่างชาติลงทุนเพิ่มขึ้น 25% มูลค่า 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ เส้นทางสายไหมใหม่ทางทะเลได้ยึดอาเซียนเป็นศูนย์กลาง ด้วยมีการคมนาคมทางน้ำที่สะดวก เชื่อมโยงหลายทวีป ขณะเดียวกันจีนและอาเซียนมีความสัมพันธ์ที่ดียาวนาน 25ปี โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ในประเทศอาเซียน ส่วนอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีน มีมูลค่าทางการค้าในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจีนลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 20% ติดต่อกัน 13 ปี ตั้งแต่ลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อาเซียน ปี 2545

ขณะเดียวกัน ยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการจีนต่างๆ เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) และยังจะได้ประโยชน์จากธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) ที่จีนตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเงินทุนสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อในหลายประเทศ รวมถึงอาเซียน โดยการดำเนินยุทธศาสตร์ One Belt One Road ยังเป็นส่วนผลักดันไทยให้เข้าไปมีส่วนพัฒนายกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและภูมิภาคในภาพรวม โดยจีนคาดหวังว่าไทยจะสามารถสร้างคลัสเตอร์ใหม่ได้สำเร็จในเร็วนี้ ขณะที่จีนก็จะคอยให้การสนับสนุนในด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลและการพัฒนาเครื่องจักรสำหรับสินค้าแปรรูป

โดยแนะให้ไทยส่งเสริมการพัฒนาแปรรูปสินค้า ผ่านการใช้เทคโนโลยี การขยายตลาดอี-คอมเมิร์ซ ไปจนถึงการพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยล่าสุด บริษัท โจงลี่ เทลซัน โซล่าร์ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้เข้ามาตั้งโรงงานแห่งแรกในนิคมอุตสาหกรรมไทย-จีน ที่ จ.ระยอง ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 156 เฮกเตอร์ เมือปีที่ผ่านมา เพื่อปรับสมดุลทางธรรมชาติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล่อม อีกทั้งภายใน 5 ปีข้างหน้าจีนจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ทำให้การพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน รวมถึงเสริมสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มคุณภาพ มาตรฐานและร่วมแก้ปัญหาทัวร์ผิดกฎหมาย

ด้าน สุ่ยหนิงหนิง ประธานฝ่ายบริหารสภาธุรกิจอาเซียนของจีน กล่าวถึงการยกระดับเขตการค้าเสรี อาเซียน จีน ที่ได้รับการลงนามไปเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ทำให้เกิดการเปิดตลาดในหลายภาคส่วนมากขึ้น โดยทำให้สินค้ากว่า 105 อย่างได้รับการยกเว้นภาษี และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะทำให้การค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายเติบโตขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่การค้าอาเซียนกับจีน โดยเฉลี่ยเติบโตอยู่ที่ปีละ 20% ในช่วงปี 2545-2558

ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่อาเซียนร่วมเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) สำเร็จในปลายปี 2558 ที่ผ่านมา หลายประเทศก็ได้สนใจเข้ามากระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับอาเซียนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหรัฐ และการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-รัสเซีย รวมถึงบรรดาบริษัทจีนก็สนใจเข้ามาร่วมลงทุนในอาเซียนมากขึ้นเช่นกัน โดยหวังเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตของทั้งสองฝ่าย

สำหรับการเข้ามาของหลายประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสที่ช่วยกระตุ้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในบรรดาประเทศอาเซียนเอง พร้อมแนะนำให้รัฐบาลไทยส่งเสริมความร่วมมือด้านการวางแผนในอุตสาหกรรมต่างๆ และในห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมตั้งแต่ อุตสาหกรรมการผลิต โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการเงิน โดยต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประเทศอื่นๆ และผลักดันเอสเอ็มอีเข้ามาสู่ความร่วมมือและได้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านนโยบาย และช่องทางการลงทุนระหว่างนักลงทุนไทยและจีนมากยิ่งขึ้น

เพื่อโอกาสในการเชื่อมเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างชาติอาเซียนและจีน

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท