
ลงชื่อ '3 ล้าน' ขอประชามติใหม่ สกอตแลนด์ลุยแผนแยกวง
แม้การลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ จะเสร็จสิ้นลงแล้วในวันที่ 23 มิ.ย. แต่สถานการณ์ภายในอังกฤษยังคงไม่จบลง เมื่อจำนวนพลเมืองอังกฤษที่ลงชื่อออนไลน์เรียกร้องให้จัดการลงประชามติรอบใหม่ขึ้นอีกครั้งมีจำนวนทะลุกว่า 3 ล้านคนแล้ว
แม้การลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ของสหราชอาณาจักรที่นำโดยอังกฤษ จะเสร็จสิ้นลงแล้วในวันที่ 23 มิ.ย. แต่สถานการณ์ภายในอังกฤษยังคงไม่จบลง เมื่อจำนวนพลเมืองอังกฤษที่ลงชื่อออนไลน์เรียกร้องให้จัดการลงประชามติรอบใหม่ขึ้นอีกครั้งมีจำนวนทะลุกว่า 3 ล้านคนแล้ว
ทั้งนี้ รัฐสภาอังกฤษจะพิจารณาคำร้องดังกล่าวหากมีจำนวนผู้ลงชื่อมากกว่า 1 แสนรายชื่อ โดยคำร้องออนไลน์ถูกสร้างขึ้นมาก่อนวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันจัดการลงประชามติ โดยระบุว่า รัฐบาลควรจัดการลงประชามติเกี่ยวกับการเป็นสมาชิกอียูของอังกฤษอีกครั้ง หากฝ่ายโหวตอยู่หรือโหวตออกชนะไปด้วยสัดส่วนไม่ถึง 60% และมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่ถึง 75%
สำหรับผลการลงประชามติเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิราว 72% และพลเมืองกว่า 17 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 52% สนับสนุนให้อังกฤษออกจากอียู ซึ่งเท่ากับว่าอยู่ในเงื่อนไขที่สามารถขอลงประชามติรอบใหม่ได้ ในขณะที่ผลการสำรวจความเห็นประชาชนของคอมเรสโพลล์ ในหนังสือพิมพ์ซันเดย์ มิเรอร์ ระบุว่า ชาวอังกฤษราว 48% พอใจกับผลการลงประชามติ ขณะที่ 43% รู้สึกไม่พอใจ
แกนนำเบร็กซิตเสียงแตก
นักการเมืองฝ่ายเบร็กซิตยกเรื่องผู้อพยพมาเป็นประเด็นหลักในการเรียกร้องให้อังกฤษออกจากอียู โดยประชาชนที่ลงคะแนนโหวตออกเป็นกลุ่มคนสูงอายุและกลุ่มคนที่มีการศึกษาน้อย ซึ่งไม่พอใจที่ผู้อพยพชาวตุรกีจำนวนหลายล้านคนเข้ามาทำงานในอังกฤษ
ทว่า หลังได้รับชัยชนะ บอริส จอห์นสัน แกนนำกลุ่มเบร็กซิตเริ่มมีท่าทีที่ไม่ชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นผู้อพยพ จากการเสนอให้นิรโทษกรรมผู้อพยพที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และเสริมว่าบุคคลที่มีงานทำควรสามารถเข้ามาในอังกฤษได้ ขัดกับท่าทีของผู้ลงคะแนนโหวตออก ที่ต้องการให้ลดจำนวนผู้อพยพ และเพิ่มกฎระเบียบเกี่ยวกับผู้อพยพมากขึ้น
เจอร์รี่ สโตเกอร์ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาแธมป์ตัน กล่าวว่า กลุ่มเบร็กซิตกำลังแตกแยกกันอย่างหนัก และเห็นได้ชัดว่าคนกลุ่มโหวตออกไม่ได้ต้องการแค่สกัดผู้อพยพกลุ่มใหม่เข้ามาในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการส่งผู้อพยพในอังกฤษกลับประเทศเดิมด้วย
ทั้งนี้ นักการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายผู้อพยพตัวจริงไม่ใช่จอห์นสัน แต่เป็น ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคยูเค อินดิเพนเดนต์ ปาร์ตี้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการลงประชามติ และต้องการให้อังกฤษออกจากอียูมาเป็นเวลานานแล้ว
อย่างไรก็ดี จอห์นสันจำเป็นต้องตัดสินใจเลือกข้างอย่างเด็ดขาด หากได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน เดวิด คาเมรอน เนื่องจากในการเจรจาข้อตกลงการค้าร่วมกับอียู อังกฤษมีแนวโน้มต้องยอมให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานได้อย่างอิสระต่อไป
สกอตแลนด์ดันประชามติแยกวง
นิโคลา สเตอร์เจียน นายกรัฐมนตรีของสกอตแลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลสกอตแลนด์เริ่มกระบวนการในรัฐสภา สู่การทำประชามติแยกตัวออกจากสหราชอาณาจักรอีกครั้ง และเดินหน้าเจรจากับประเทศสมาชิกอียูเพื่อขอให้สกอตแลนดสามารถเป็นสมาชิกอียูต่อไป หลังจากที่ชาวสกอต 62% ลงคะแนนให้อังกฤษอยู่ในอียู
“ความรับผิดชอบของฉันก็คือ การหาทางเจรจากับประเทศสมาชิกอียูโดยตรง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสกอตแลนด์” สเตอร์เจียน กล่าวพร้อมยืนยันว่า สกอตแลนด์จะจัดการลงประชามติแยกตัวออกจากอังกฤษครั้งที่ 2 อย่างแน่นอน หลังประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. เพื่อเริ่มร่างกฎหมายที่จำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว
ก่อนหน้านี้ในปี 2014 สกอตแลนด์จัดการลงประชามติเกี่ยวกับการแยกตัวเป็นอิสระครั้งแรก โดยผลบ่งชี้ว่าชาวสกอตตกลงเป็นส่วนหนึ่งของอังกฤษ แต่รายงานระบุว่า การลงประชามติดังกล่าวตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าอังกฤษจะยังต้องเป็นสมาชิกอียู







