ดันแฟชั่นไทยฮับอาเซียน
อุตสาหกรรมเร่งเครื่อง ดันแฟชั่นไทยศูนย์กลางอาเซียน หวังรายได้ 1 ล้านล้าน บางกอกเจมส์ ดึงผู้ซื้อทั่วโลก
อุตสาหกรรมเร่งเครื่อง ดันแฟชั่นไทยศูนย์กลางอาเซียน หวังรายได้ 1 ล้านล้าน บางกอกเจมส์ ดึงผู้ซื้อทั่วโลก
นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวางเป้าหมายสร้างรายได้จากอุตสาหกรรมแฟชั่นในระยะ 5-10 ปี ให้มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท จากปี 2558 ที่มีมูลค่ารวม 6.2 แสนล้านบาท โดยจะเร่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมแฟชั่นในอาเซียน จากปัจจุบันเป็นอันดับ 2 รองจากสิงคโปร์ และต้องการผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้อยู่ในระดับโลก สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียได้ จากปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 5 ของเอเชีย อันดับ 1 คือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือ เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และสิงคโปร์
ทั้งนี้ มีแนวทางส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นแบบครบวงจร โดยเร่งปรับโครงสร้างสถาบันสิ่งทอให้เป็นสถาบันเพื่อการออกแบบแฟชั่นสมัยใหม่ ทำให้เกิดนวัตกรรมการผลิตสินค้าแฟชั่นออกสู่ตลาดโลก สร้างผู้ประกอบการแฟชั่นใหม่ในอนาคต โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ
นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) ผลักดันผู้ประกอบการแฟชั่นขนาดกลางใน 4 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมธุรกิจสินค้าและวัสดุเครื่องประดับแฟชั่น ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านโครงการพัฒนาย่านแฟชั่น ที่มีศักยภาพของประเทศไทย มีจำนวน 8 แห่ง คือ มีนบุรี ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ตลาดนัดสวนจตุจักร ย่านการค้า
สำเพ็ง สยามสแควร์ คริสตัล วีรันด้า และย่านการค้าจังหวัดสกลนคร
“การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย จะดำเนินการในรูปแบบการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรวมตัวกันในรูปแบบของคลัสเตอร์ ได้แก่ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนังและรองเท้า อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงวัตถุดิบ เพื่อให้มีความเข้มแข็งทางด้านการผลิตและการจำหน่าย โดย กสอ.วางเป้าหมายสูงสุดในการทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นของประเทศไทยมีความสมบูรณ์ที่สุดในเอเชีย” นางอรรชกา กล่าว
นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมได้ปรับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (บางกอกเจมส์) ครั้งที่ 58 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7-11 ก.ย. 2559 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานีใหม่ โดยได้เพิ่มกลุ่มสินค้าใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่เป็นกลุ่มที่มีโอกาสในการเพิ่มยอดการส่งออกได้มากขึ้น เช่น เครื่องประดับสำหรับงานแต่งงาน โซนเครื่องราง โซนเครื่องประดับผู้สูงอายุ เครื่องประดับสำหรับผู้ชายและเครื่องประดับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
“ปัจจุบันคนได้หันมาให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น และมักนิยมใช้เครื่องประดับที่เป็นเชตเดียวกันกับสัตว์เลี้ยง หากจัดเซตได้ก็จะเพิ่มโอกาสส่งออกได้มากขึ้น” นางจันทิรา กล่าว







