
'ตราด' พัฒนาต้นแบบแรงงาน รับเขตเศรษฐกิจพิเศษ
จากความต้องการเชื่อมโยงและขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้หลายประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยต่างเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจรอบด้าน
โดย...ปิยนุช ผิวเหลือง
จากความต้องการเชื่อมโยงและขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาค เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ทำให้หลายประเทศในภูมิภาครวมถึงไทยต่างเตรียมความพร้อมทางเศรษฐกิจรอบด้าน รวมถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเกิดขึ้น
ขณะที่ จ.ตราด เป็นอีกหนึ่งจังหวัดหนึ่งที่มีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวในระยะแรกๆ จากภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนระเบียงเศรษฐกิจชายฝั่งทะเลตอนใต้ เชื่อมเส้นทางกรุงเทพฯ แหลมฉบัง ไปยังกัมพูชา และเวียดนาม รวมถึงศักยภาพด้านเกษตรกรรมและการค้าขาย แต่ปัจจุบันยังคงพบปัญหา คนตกงาน และการขาดแคลนแรงงาน จากการผลิตเยาวชนในระบบการศึกษา ไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานในจังหวัด
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยผลสำรวจความต้องการในตลาดแรงงานของตราดในโครงการ “ศึกษาความต้องการตลาดแรงงานเพื่อการพัฒนาการศึกษาเพื่ออาชีพ : ตราด” พบว่าภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อ จ.ตราด ในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้แก่ ภาคขนส่งและคลังสินค้า ภาคโรงแรมและภัตตาคาร ภาคเกษตรกรรม ภาคก่อสร้าง ภาคธุรกิจการเงิน ภาคการค้าชายแดน และภาคการค้าปลีกและค้าส่ง
ขณะที่ภาพรวมการจัดจ้างแรงงานใน จ.ตราด พบว่า 9 ใน 10 ของความต้องการจ้างงานใหม่เป็นการจ้างงานในสายวิชาชีพและการจ้างงานในวุฒิต่ำกว่าระดับปริญญาตรี โดยผู้มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสายวิชาชีพ (เช่น วิศวะ) มีสัดส่วนของการจ้างงานใหม่ 16.8% ผู้มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสายวิชาการ 1.7% ผู้มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสายวิชาการศึกษา มีสัดส่วนของการจ้างงานใหม่ 8.3%
ในขณะที่ไทยทุ่มงบประมาณด้านการศึกษากว่า 20% ของงบประมาณทั้งหมดในประเทศ โดยเป็นประเทศที่ลงทุนทางด้านการศึกษาที่มากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลก แต่พบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในระดับที่ไม่สูงมากนัก จึงเกิดการตั้งคำถามว่าการให้ความรู้แก่เด็กในระบบการศึกษาแบบเดิมเป็นสิ่งที่เหมาะสมจริงหรือ ซึ่งนอกเหนือจากการให้ความรู้เยาวชนในระบบการศึกษานั้น ยังมีเยาวชนอีกจำนวนหนึ่งที่หลุดจากระบบการศึกษา โดยที่ประเทศไทยไม่ได้มีกลไกในการให้ความรู้นอกโรงเรียนกับเด็กกลุ่มนี้อย่างแข็งแกร่ง
ดังนั้น จึงได้เกิดสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ขึ้น โดยมุ่งปฏิรูประบบการศึกษา สร้างคุณภาพและประสิทธิภาพทางการศึกษา รวมถึงลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนการศึกษาให้เหมาะสมตามสภาพพื้นที่แต่ละท้องถิ่น โดยพื้นที่ใน จ.ตราด มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 มากที่สุด จากความต้องการทำงานหาเงินช่วยเหลือครอบครัว ด้วยการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาตามสภาพพื้นที่
ขณะที่ จ.ตราด มีความต้องการจ้างงานในสายอาชีพ และการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีมากกว่า ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่ต้องผลักให้เด็กเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจำเป็นจะต้องพัฒนาหลักสูตรในสายอาชีพที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะหากได้รับการพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ด้วยการเพิ่มภาระทางด้านการเงิน และเมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาแล้วนั้น ส่วนต่างในค่าตอบแทนไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก โดยพบว่าค่ามัธยฐาน (Median) ใน จ.ตราด ของรายได้ผู้จบระดับปริญญาตรีในช่วงอายุ 41-45 ปี เท่ากับ 2.35 หมื่นบาท/เดือน ขณะที่ผู้จบการศึกษาระดับ ปวส. อยู่ที่ 1.31 หมื่นบาท/เดือน แต่ในช่วงอายุ 46-50 ปี ค่ามัธยฐานของรายได้ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีเท่ากับ 2.5 หมื่นบาท/เดือน ขณะที่ผู้จบการศึกษาระดับ ปวส. อยู่ที่ 3.4 หมื่นบาท/เดือน
แสดงให้เห็นว่าฝีมือสำคัญกว่าวุฒิการศึกษา การส่งเสริมระบบการศึกษาที่เหมาะสม เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและตลาดแรงงานในพื้นที่ ย่อมส่งผลดีในระยะยาว
ดังนั้น การสร้างหลักสูตรในท้องถิ่นที่เหมาะสมกับ จ.ตราด จึงเกิดขึ้น โดย สสค.ได้ร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 17 ที่เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเตรียมความพร้อมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นสู่โลกการทำงาน โดยมีทางเลือกให้กับโรงเรียนใน 3 กลุ่มอาชีพหลัก คือ กลุ่มอาชีพธุรกิจและการค้าชายแดน กลุ่มอาชีพด้านการท่องเที่ยว และกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม
โดยการให้ความรู้จากวิทยาลัยชุมชนตราด เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรอนุปริญญาเพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชน โดยการมอบโจทย์กับ 46 โรงเรียน หากต้องการฝึกอาชีพระยะสั้นสามารถติดต่อขอวิทยากรไปบรรยายให้ความรู้ได้ ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุม 3 กลุ่มที่ได้กล่าวมาข้างต้น
ในขณะที่ปัจจุบันได้รวบรวมขึ้นแล้วกว่า 100 หลักสูตร และประสบการณ์จากการจัดหลักสูตรเพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกอาชีพ จะถูกนำมาปรับใช้เป็นคู่มือจัดการหลักสูตรที่แต่ละโรงเรียนใน จ.ตราด สามารถนำไปใช้ได้ เพื่อเป็นต้นแบบการพัฒนาหลักสูตรแรงงานที่เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดอื่นๆ







