posttoday

สหายดุชสลัดคราบครูสู่ผู้ล้างเผ่าพันธุ์

01 สิงหาคม 2553

บาดแผลในช่วงที่เขมรแดงเข้ากุมอำนาจปกครองประเทศกัมพูชา ไม่ต่างจากสะเก็ดแผลหรือแผลเป็นในใจ ที่ยังคงเป็นเรื่องราวอันบอบช้ำในใจเสมอ

บาดแผลในช่วงที่เขมรแดงเข้ากุมอำนาจปกครองประเทศกัมพูชา ไม่ต่างจากสะเก็ดแผลหรือแผลเป็นในใจ ที่ยังคงเป็นเรื่องราวอันบอบช้ำในใจเสมอ

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ครูผู้สร้าง...

หัวหน้าคุมคุกสังหาร...

สองบทบาทที่ห่างไกลกันลิบลับอย่างสุดขั้ว แต่ไฉนกลับมาแฝงอยู่ในร่างของคนคนเดียว

คนที่เรากำลังพูดถึงนี้คือ “เคียงเกียกเอียฟ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ สหายดุช หนึ่งในผู้นำเขมรแดง ผู้สวมวิญญาณซาตานคุมคุกตวลสเลง (Tuol Sleng) ในยุคเขมรแดง

สหายดุชสลัดคราบครูสู่ผู้ล้างเผ่าพันธุ์ สหายดุชเมื่อครั้งที่เป็นหนึ่งในผู้นำเขมรแดง

สหายดุช ชายวัยใกล้ฝั่งชาวกัมพูชา ที่เพิ่งถูกตัดสินจากศาลพิเศษคดีอาชญากรสงครามของกัมพูชา ภายใต้การสนับสนุนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ต้องถูกจองจำเป็นเวลา 19 ปี ฐานเป็นอาชญากรสงคราม ก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ฆาตกรรมและทรมานผู้คน โดยไตร่ตรองเอาไว้ล่วงหน้า

ความโหดร้ายในอดีตที่กระทำกับมนุษยชาติที่แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นจากน้ำมือผู้เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ร่างกายและจิตใจ
เมื่อย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ด.ช.เคียงเกียกเอียฟ คือ ดาวเด่นในโรงเรียน และเป็นเด็ก “เกรดเอ” ในชั้นเรียน ด้วยความฉลาดเฉลียว และหลงรักตัวเลขและวิชาคำนวณอย่างจริงจัง

เคียงเกียกเอียฟได้มีโอกาสเข้ามาเรียนในโรงเรียนดังในเมืองหลวง และสำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตร สาขาวิชาคณิตศาสตร์ พ่วงด้วยตำแหน่งเด็กชั้นหัวกะทิของประเทศ ด้วยผลสอบมีคะแนนรวมเป็นอันดับที่ 2 ของประเทศ

ดังนั้น การเดินตามความหวังคว้าประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ที่หวังจะสร้างคนจึงไม่ใช่เรื่องยาก เคียงเกียกเอียฟได้เข้ามาเรียนวิชาชีพครู และที่แห่งนี้ที่ทำให้เขาได้รู้จักกับนักเรียนหลายคนจากประเทศจีน ที่ลากเขาไปซึมซับโลกแห่งอุดมการณ์คอมมิวนิสต์

หลังจากนั้น เคียงเกียกเอียฟถูกส่งไปสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่เมืองเล็กๆ ในจังหวัดกำปงจาม และสามารถก้าวขึ้นมาเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่รักของนักเรียน พร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลเด็กยากไร้ได้ตามที่ตั้งความหวังไว้

สัวสัด เพื่อนหญิงในวัยมัธยมเล่าว่า เคียงเกียกเอียฟมักจะช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้น และแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นๆ ด้วยความเต็มอกเต็มใจ ภาพของการทะเลาะหรือขัดแย้งกับครูอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้น เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น และไม่มีในความทรงจำของเพื่อนร่วมชั้นเลย

ขณะที่ เทพเสม และเทพสก ระลึกถึงความทรงจำที่มีต่อครูเกียกเอียฟผู้ใจดีและสมถะ ว่า ครูเคียงเกียกเอียฟมักเสนอที่จะสอนเพิ่มเติมให้กับนักเรียนที่อาจจะเรียนไม่ทันเพื่อนๆ ในชั้นเสมอ และจะหยิบยื่นน้ำใจบริจาคหนังสือให้กับนักเรียนที่ยากจน

แต่ชีวิตและอุดมการณ์ของเรือจ้าง ผู้สร้างคน กลับผันแปร จิตวิญญาณของคุณครูผู้ใจดีคงถูกเบียดบังด้วยจิตวิญญาณของปีศาจร้าย นั่นเป็นเรื่องของอำนาจและความซับซ้อนของจิตใจที่ยากแก่การเข้าใจ

เคียงเกียกเอียฟเข้าร่วมกับเขมรแดงในปี 1970 โดยการตัดสินเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับกองโจรคอมมิวนิสต์

คำว่า “ดุช” ซึ่งคล้ายเป็นชื่อรหัสลับที่ใช้ในการปฏิวัติครั้งนี้ และร่วมเป็นพลพรรคเขมรแดงนั้น มาจากชื่อของเด็กนักเรียนต้นแบบคนหนึ่ง ที่ดุชอ่านเจอในแบบเรียน และติดอยู่ในใจเสมอในฐานะฮีโร่ และนั่นก็เป็นจุดหักเหให้ภาพของเคียงเกียกเอียฟ ครูผู้เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรรางเลือนลง

บนหนทางของการเป็นหนึ่งในผู้บังคับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในคุกตวลสเลง ดุชเคยทำหน้าที่เป็นผู้คุมนักโทษในป่า จนกระทั่งเมื่อกลุ่มเขมรแดงบุกเข้ายึดเมืองหลวงในปี 1975

เริ่มแรกตวลสเลงมีนักโทษเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น ที่ถูกจับกุมตัวอยู่ในฐานะ “ศัตรู” ผู้ต่อต้านและล้มล้างขัดขืนต่อการปกครองของเขมรแดง

โครงการศึกษาวิจัยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Cambodian Genocide Program) ของมหาวิทยาลัยเยล ในสหรัฐ ระบุว่า ในช่วงปี 1975-1979 พลพตและพลพรรคเขมรแดงได้คร่าชีวิตผู้คนชาวกัมพูชาไปราว 1.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 21% ของประชากรทั้งหมด

วันนี้ เมื่อมองจากภายนอก ตวลสเลงอดีตวิทยาลัยเทคนิค ซึ่งถูกกลายสภาพเป็นคุกกุมขังที่ใหญ่ที่สุดในกัมพูชาช่วงระยะหนึ่ง ภายใต้ชื่อ “มณเฑียรสันติสุข 21” (S-21) สถานที่ที่เคยมีผู้บัญชาการชื่อสหายดุช มีรูปลักษณ์ไม่ได้ต่างจากอาคารเรียนทั่วไปเท่าไหร่นัก
แต่ภายในของโรงเรียนแห่งนี้ โต๊ะเรียนและเก้าอี้ ถูกแทนที่ด้วยอาวุธ เครื่องทรมาน โซ่ตรวน กะโหลกศีรษะ ร่องรอยคราบเลือด และภาพของประชาชนนับหมื่นที่ถูกสังหารอย่างดิบเถื่อน

สหายดุชสลัดคราบครูสู่ผู้ล้างเผ่าพันธุ์ สหายดุชขณะขึ้นศาลพิเศษยูเอ็น

อาคารชั้นล่างได้รับการดัดแปลงเป็นห้องเล็กๆ กว้างราว 80 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร สำหรับขังเดี่ยว ข้าวของที่มีอยู่ในห้องก็คือ กล่องกระสุนใช้เป็นที่ขับถ่าย และชามข้าวที่ใช้ซ้ำๆ อย่างไร้ร่องรอยของการทำความสะอาด ส่วนชั้นบนเป็นที่ขังรวมและแยกย่อยเป็นห้องทรมาน และทารุณกรรมอีกหลากหลายกลวิธีที่ไม่ใช่ใช้กระสุนหนึ่งนัดตัดขั้วหัวใจ แล้วดับสูญในชั่ววินาที แต่เป็นสารพัดวิธีที่ดิบเถื่อนอย่างแสนสาหัส

นักโทษซึ่งส่วนมากจะเป็นชนชั้นนายทุน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อาจจะได้รับการทรมานด้วยการผูกขาทั้งสองข้างและยกขึ้น ก่อนที่จะปล่อยลงในถังน้ำให้จมูกจุ่มอยู่ใต้น้ำ หรืออาจจะถูกถอดเล็บ บีบขมับ หรือจับเปลื้องผ้า ล่ามโซ่ตรวน และทุบตีด้วยตะบอง สันจอบ หรือกระทั่งทิ่มแทงด้วยมีด หรือหอกดาบ

เหตุการณ์ความอาภัพอัปยศภายในตวลสเลง แม้จะผ่านพ้นมายาวนานราวกว่า 30 ปี แต่ที่นั่นยังคงกรุ่นไปด้วยอารมณ์ เรื่องราวและความเจ็บปวดอย่างสาหัส ดังนั้นแทบไม่ต้องจินตนาการเลยว่า ชะตากรรมของผู้คนในตวลสเลงเวลานั้นจะน่ารันทดอดสูมากมายเพียงใด

“ผมร่วมการปฏิวัติก็เพื่อต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม เพื่อคัดค้านรัฐบาล และคัดค้านการทรมาน” คำพูดของดุช ในระหว่างการไต่สวน

เลียมสารัน วัย 70 ปี เพื่อนของดุชในช่วงปี 1962 หนึ่งในพยานที่ร่วมให้การต่อศาลในการไต่สวน และเป็นหนึ่งในหลายชีวิตที่แทบไม่เชื่อในด้านมืดอันโหดร้ายที่ดุชกระทำต่อผู้คน ในฐานะเพื่อนที่เคยใกล้ชิดมองว่า ดุช คือ คนที่ยึดมั่นในอุดมการณ์มากคนหนึ่ง

“เขาเห็นอกเห็นใจคนจน เขาจะบอกคนอื่นๆ เสมอว่าอย่าทำร้ายคนจน” สารัน กล่าว

แต่ทว่าชีวิตนับไม่ถ้วนที่ต้องจบลงภายใต้การทรมานในตวลสเลง กลับเป็นกลุ่มคนยากจนและชนชั้นกรรมกรจำนวนมากที่เคยต่อสู้เพื่อเขมรแดง แต่แล้วก็ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศ

สหายดุชสลัดคราบครูสู่ผู้ล้างเผ่าพันธุ์ สภาพภายในคุกตวลสเลง

ดุชให้การต่อศาลว่า ที่ทำไปก็เพราะคำสั่งจากเบื้องบน ซึ่งถ้าไม่ลงมือทำ ก็อาจจะต้องเผชิญชะตากรรมและจุดจบของตนเองเช่นกัน
อลิซาเบธ แบ็คเคอร์ เขียนไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า When the War Was Over ดุชวางแผนวันที่ชัดเจนของการเข่นฆ่านักโทษ วันหนึ่งเป็นวันของภรรยาศัตรู วันต่อมาเป็นวันของลูกเด็กเล็กแดง ส่วนวันอื่นเป็นวันของพวกแรงงาน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นยุคของเขมรแดง เหมือนกับไร้ซึ่งความทรงจำแห่งความโหดร้ายและป่าเถื่อนของตนเอง ดุชทำงานให้กับเรดิโอ ไชนา และได้กลับไปทำหน้าที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ในแคมป์ผู้อพยพหลายแห่ง

แม้ว่าก่อนหน้านั้นหลายคนจะเชื่อว่า ดุชได้ตายไปแล้ว ตั้งแต่ในช่วงที่กองทัพเวียดนามขับไล่เขมรแดงในปี 1979

แต่ดุชถูกจับกุมในเดือน เม.ย. 1999 เมื่อ นิก ดันลอป ช่างภาพชาวไอริชได้ไปพบดุช ซึ่งกำลังทำงานให้กับองค์กรหนึ่งของสหรัฐ ในเมืองสามลัวะ ทางตะวันตกของกัมพูชา โดยเปลี่ยนชื่อเป็นฮองเพ็น

อย่างไรก็ตาม ดุชเป็นเพียงคนเดียวจากผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมทั้งหมด 5 คน ที่ยอมเปิดเผยความจริง ขณะที่อีก 4 คนปฏิเสธความรับผิดชอบและการรับรู้เหตุการณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น และอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาสืบสวน

ทุกครั้งที่ดุชขึ้นให้การต่อศาล ภาพของเขาปรากฏผ่านสื่อต่างๆ ในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเศร้าและบอบช้ำ

แต่ทว่าอดีต ความทรงจำ ความเสียหาย และความอัปยศที่เป็นการสร้างรอยจารึกประวัติศาสตร์และเหตุการณ์สำคัญครั้งใหญ่ของโลกใบนี้ ช่างเศร้าและรันทดใจกว่า

บาดแผลในช่วงที่เขมรแดงเข้ากุมอำนาจปกครองประเทศกัมพูชา ไม่ต่างจากสะเก็ดแผลหรือแผลเป็นในใจ ที่ยังคงเป็นเรื่องราวอันบอบช้ำในใจเสมอ

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้