
ช็อก!เด็กหญิงเหยื่อกาม'ไอเอส'จุดไฟเผาตัวเอง เพื่อให้ดูน่าเกลียด-ไม่ถูกข่มขืนอีก
เด็กหญิงนิกาย'ยาซีดิ'เหยื่อกามของกลุ่ม'ไอเอส'ตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเองเพื่อให้ดูน่าเกลียด-ไม่ถูกข่มขืนอีก
เด็กหญิงนิกาย'ยาซีดิ'เหยื่อกามของกลุ่ม'ไอเอส'ตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเองเพื่อให้ดูน่าเกลียด-ไม่ถูกข่มขืนอีก
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. เว็บไซต์ข่าว'เดลิเมล์'รายงานเรื่องราวของ Jan Ihan Kizilhan แพทย์ชาวเยอรมันที่มีโปรเจ็คมุ่งช่วยเหลือหญิงและเด็กชนกลุ่มน้อยนิกาย'ยากีดิ'ในประเทศอิรักที่กำลังตกเป็นเหยื่อทาสกามารมณ์ของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) ให้ออกมาจากฝันร้ายโดยการพาลี้ภัยมาอยู่เยอรมนีเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ
แพทย์ชาวเยอรมันรายนี้ได้เล่าเรื่องความโหดเหี้ยมของกลุ่มก่อการร้ายที่หญิงรวมถึงเด็กๆ หลายคนหลังจากได้มีโอกาสเดินทางไปพบเจอเหยื่อเหล่านี้ทางดินแดนทางตอนเหนือของอิรักเมื่อสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งหมดต่างกล่าวว่าที่แห่งนั้น"ไม่ต่างจากขุมนรก"
ผู้หญิงและเด็กหญิงนับพันรายถูกเกณฑ์มาเป็นทาสกามารมณ์ให้แก่กลุ่มผู้ก่อการร้าย เหยื่อสาวหลายถูกจับไปขายต่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าและถูกข่มขืนนับครั้งไม่ถ้วน เหยื่อบางรายเป็นเพียงเด็กหญิงอายุแค่ 8 ขวบซึ่งถูกกระทำชำเรามาแล้วเป็นพันๆ ครั้ง
หลายรายหนีความโหดเหี้ยมด้วยการฆ่าตัวตาย ขณะที่หลายรายยังพอมีหวังที่หนีลี้ภัยไปอยู่ที่ดินแดนอื่น แต่มีเด็กหญิงรายหนึ่งตัดสินใจหนีฝันร้ายด้วยการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อให้น่าเกลียดและไม่ต้องถูกข่มขืนอีก
แพทย์คนนี้เล่าเรื่องให้ฟังว่า เด็กหญิงคนนี้พร้อมพี่สาวถูกกลุ่มไอเอสจับไปข่มขืนและทารุณนานหลายสัปดาห์ก่อนที่พวกเธอจะหนีออกมาได้ไปอยู่ค่ายผู้ลี้ภัย แต่ทุกๆ คืนเธอยังคงต้องฝันร้าย โดยมีอยู่คืนหนึ่งเธอฝันว่ากลุ่มไอเอสกลับมาหาเธอในค่ายผู้ลี้ภัย เธอตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีดแล้วรีบวิ่งไปเอาน้ำมันมาราดตัวเองก่อนจะจุดไฟเผา โดยหวังว่าจะให้ตัวเองดูน่าเกลียดและจะไม่ต้องถูกข่มขืนอีก
เด็กหญิงรายนี้ได้รับอาการสาหัสและมีแผลไฟไหม้ทั่วร่างกว่าร้อยละ 80 ต้องเข้ารับการผ่าตัดกว่า 10 ครั้ง ปัจจุบันเธอยังคงอยู่ในสถานพยาบาล ในสภาพใบหน้าที่ไม่มีทั้งจมูกหรือใบหูหลงเหลืออยู่
แพทย์กล่าวว่า เหยื่อเหล่านี้นอกจากจะควรได้รับการเยียวยาทางร่างกายแล้ว ยังควรได้รับการเยียวยาทางจิตใจด้วยหลังจากต้องเผชิญประสบการณ์อันโหดร้ายทารุณ "ผู้เคยตกเป็นเหยื่อเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับความรู้สึกปลอดภัย ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเมื่อมองถึงสิ่งที่พวกเขาต้องประสบพบเจอ..."
ที่มา dailymail, reuters







