
จี้อินโดฯรื้อกม.ก่อการร้าย
หลายฝ่ายกดดันโจโกวีออกกฎหมายเอื้อจับกุมพลเรือนแปรพักตร์ไปอิรัก-ซีเรีย หลังถูกถล่มกลางกรุง
หลายฝ่ายกดดันโจโกวีออกกฎหมายเอื้อจับกุมพลเรือนแปรพักตร์ไปอิรัก-ซีเรีย หลังถูกถล่มกลางกรุง
อันไซยาด เอ็มบาอี อดีตหัวหน้าหน่วยต่อต้านก่อการร้ายอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า ฝ่ายการเมืองอินโดนีเซียควรสนับสนุนการเพิ่มบทบาททางการทหารและยกระดับกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายให้เข้มข้นขึ้น เช่น กฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการจับกุมประชาชนที่เดินทางกลับจากอิรักและซีเรีย
“แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องยากในอินโดนีเซีย สิ่งที่ผู้คนกลัวที่สุดก็คือ การถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกต่อต้านอิสลาม” อดีตหัวหน้าหน่วยต่อต้านก่อการร้ายกล่าวกับบลูมเบิร์ก
กระแสการกดดันรัฐบาลประธานาธิบดี โจโก วิโดโด หรือโจโกวี ของอินโดนีเซีย เกิดขึ้นภายหลังการก่อการร้ายในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว 8 ราย
สอดคล้องกับ พล.ต.อ บาโดรดิน เฮติ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่า อินโดนีเซียควรเพิกถอนสัญชาติของชาวอินโดนีเซียที่เข้าไปเป็นหนึ่งในกองกำลังของไอเอสที่นอกประเทศ โดยควรยกระดับกฎหมายเพื่อป้องกันเหตุก่อการร้ายและตรวจสอบเครือข่ายการก่อการร้ายก่อนที่จะเกิดเหตุจริง
ด้าน ซูติโยโส ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติอินโดนีเซีย ระบุว่า กฎหมายอินโดนีเซียไม่เพียงพอต่อการจับกุมและตามรอยกลุ่มแนวคิดสุดโต่ง ไม่เหมือนมาเลเซียที่ติดอุปกรณ์ตามรอยไฟฟ้าไว้ที่ตัวผู้ต้องสงสัย หรือแม้กระทั่งสหรัฐและฝรั่งเศสยังให้ความสำคัญกับด้านข่าวกรอง
“ประเทศซึ่งเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ เมื่อการก่อการร้ายกระทบต่อความมั่นคงชาติ พวกเขายังให้ความสำคัญกับกระบวนการด้านข่าวกรองมาเป็นอันดับหนึ่ง” ซูติโยโส กล่าว
ก่อนหน้านี้ ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อวิจัยการก่อการร้ายและความรุนแรงทางการเมือง กล่าวว่า ประชาชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปเข้าร่วมกับไอเอสมากอย่างน้อย 600 คน โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นชาวอินโดนีเซีย
ในขณะเดียวกัน เค ชานมูกัม รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ เปิดเผยว่า สิงคโปร์ควรมีแผนยกระดับความมั่นคงภายในประเทศระยะยาว เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ซึ่งรวมถึงก่อการร้ายและการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมทางโลกไซเบอร์ เช่น การเพิ่มศักยภาพทางชายแดน หรือเพิ่มความสามารถในการสื่อสารและเตือนภัยคุกคามแก่ประชาชน







