
จีนลั่นไม่กระตุ้นศก.ชุดใหญ่
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2015 ส่งผลให้ตลาดหุ้นยังมีความกังวลต่อทิศทางเศรษฐกิจของจีน หลังมีการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ เพื่อระงับการซื้อขายในตลาดหุ้นชั่วคราวถึง 2 ครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ยังอัดฉีดเงินเข้าพยุงตลาดหุ้นถึง 1.3 แสนล้านหยวน (ราว 7.02 แสนล้านบาท) ผ่านการซื้อคืนพันธบัตรอายุ 7 วัน เพื่อย้ำความเชื่อมั่นและพยุงตลาดไม่ให้ตื่นตระหนก
ส่งผลให้เกิดคำถามตามมาว่า รัฐบาลจีนจะใช้มาตรการใดมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกหรือไม่ โดย อลัน กรีนสแปน อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตั้งคำถามต่อ โจวเสี่ยวฉวน ผู้ว่าพีบีโอซี ว่า จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มหรือไม่ หลังดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ร่วงลงมาถึง 15% ในปีนี้
ล่าสุด นายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ได้ออกมาย้ำชัดว่า ทางการจีนจะไม่ออกมาตรการใหญ่ๆ ผ่านการลงทุนเพื่อกระตุ้นแรงซื้ออย่างแน่นอน แม้อัตราเงินเฟ้อจะยังเปิดโอกาสให้จีนออกมาตรการเพิ่มก็ตาม แต่รัฐบาลจะเน้นไปที่การพัฒนาแบบจำลองทางธุรกิจ และสร้างตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่แทน
"จะไม่มีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ หรือทุ่มงบลงทุนใดๆ เพื่อฟื้นแรงซื้อในประเทศ" หลี่เค่อเฉียง ระบุ
อย่างไรก็ดี ท่าทีดังกล่าวไม่ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในช่วงเวลาอันใกล้นี้จีนจะยังไม่ออกมาตรการทางการเงินใด หรือแค่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น
เล่อเซียะ นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารบังโก บิลบาว วิซคายา อาร์เจนตาเรีย (บีบีวีเอ) สาขาฮ่องกง ระบุท่าทีของนายกรัฐมนตรีจีนเป็นการส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจในปีนี้จะให้ความสำคัญไปที่ภาคอุปทานมากกว่าการกระตุ้นแรงซื้อ และเหตุผลที่จีนเลื่อนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไป เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกได้
นอกจากนี้ หลี่เค่อเฉียงและผู้ว่าการพีบีโอซียังต้องเผชิญปัญหาทางนโยบายด้วย อาทิ จีนจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างไรในช่วงไตรมาสแรกของศตวรรษ ท่ามกลางเงินหยวนที่อ่อนค่า และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทั้ง 2 ปัญหาเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก
ยิ่งไปกว่านั้น จีนยังต้องแก้ปัญหาการควบคุมเงินหยวน และปล่อยให้หยวนอ่อนค่าลงในระดับที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นภาคการส่งออก โดยไม่เข้าไปอ่อนค่าเงินหยวนเองเพื่อไม่ให้กระทบกับตลาดหุ้นโลกเหมือนปีก่อนหน้า
เดวิด โลวิงเกอร์ อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจีนประจำกระทรวงการคลังสหรัฐ และนักวิเคราะห์ของ ทีซีดับเบิ้ลยู กรุ๊ป บริษัทจัดการสินทรัพย์ในลอสแองเจลิส กล่าวว่า ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของจีนในการเปลี่ยนจากแนวทางเศรษฐกิจหนึ่งไปสู่อีกแนวทาง โดยไม่ทำให้ตลาดผันผวนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2015 เรียกได้ว่า วิธีการไหนก็มีความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น
จีนชะลอแต่ไม่หายนะ
โจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวสหรัฐ และศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐ ระบุว่า เศรษฐกิจจีนจะเผชิญกับภาวะชะลอตัว แต่ไม่มีทางเผชิญหน้ากับคำว่า "หายนะ" อย่างแน่นอน และตลาดหุ้นที่ผันผวนหนักเมื่อต้นปีก็เป็นผลมาจากการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ ถึง 2 ครั้งในสัปดาห์เดียว
ทว่ากลไกที่ใช้เพื่อหยุดการซื้อขายชั่วคราวนั้น กลับไม่ได้รับการออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น และมักจะมีช่องว่างของสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างระบบเศรษฐกิจที่แท้กับตลาดการเงินเสมอ
"สิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนคือภาวะการชะลอตัว เป็นกระบวนการชะลอตัวลงอย่างช้าๆ แต่ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจีนจะกลายเป็นหายนะแน่นอน" สติกลิตซ์ ระบุ
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า มาตรการหยุดการซื้อขายในตลาดหุ้นชั่วคราวจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก มากกว่าแก้ไขความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจีน
สิงคโปร์อ่วมหนักสุด
จากข้อมูลของธนาคารออสเตรเลีย แอนด์ นิวซีแลนด์ (เอเอ็นซี) ประเมินว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอย่าง สิงคโปร์ จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมากที่สุด หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนปรับลง 1% จะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์ร่วงลง 1.4% เนื่องจากจีนถือเป็นเป้าหมายการส่งออกรายใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกถึง 15%
ในขณะที่มาเลเซียจะได้รับผลกระทบเป็นอันดับ 2 ไทยเป็นอันดับ 3 อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ได้รับผลกระทบน้อยสุดรองลงมาตามลำดับ
เกล็น แมคไกว์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอเอ็นซี ระบุ สิงคโปร์ต้องรักษาระดับคุณภาพของตลาดแรงงาน รักษามาตรการเทคโนโลยี และเพิ่มมูลค่าสินค้า เพื่อกระตุ้นภาคการผลิตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2015 ของสิงคโปร์อยู่ที่ 2.1% ต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี ผลจากแรงซื้อจีนหดตัว
ก่อนหน้านี้ ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีปี 2016 ของจีนลดจาก 6.9% เป็น 6.7% ซึ่งเป็นผลมาจากตลาดการเงินของจีนที่ผันผวนอย่างหนัก หลังพีบีโอซีอ่อนค่าเงินหยวนสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี ก่อนจะกำหนดค่ากลางเงินหยวนใหม่ และการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ในช่วงที่ผ่านมา







