
5 แบงก์ชาติโลกขยับตั้งรับ เฟดสยายปีกขึ้นดอกเบี้ย
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ตามที่คาดการณ์เอาไว้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ตามที่คาดการณ์เอาไว้ และไม่นานภายหลังจากที่เฟดเคลื่อนไหว บรรดาธนาคารกลางประเทศที่ผูกค่าเงินไว้กับเหรียญสหรัฐขยับปรับขึ้นดอกเบี้ยตามทันที ทั้งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย บาห์เรน คูเวต และฮ่องกง
คณะกรรมการการเงินฮ่องกง (เอชเคเอ็มเอ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็น 0.75% โดยให้เห็นผลว่า ฮ่องกงมีการตรึงค่าเงินไว้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะแข็งค่าขึ้นหลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยของฮ่องกงยังเป็นไปเพื่อสกัดเงินทุนไหลออก ซึ่งจะกระทบกับเศรษฐกิจฮ่องกงอีกด้วย
ด้านกลุ่มประเทศชาติอาหรับต่างเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยพร้อมกัน 4 แห่ง โดยทั้ง ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน และคูเวต ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ให้สอดคล้องกับนโยบายการเงินที่ตรึงไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ โดยสำนักข่าวคูนาของคูเวต ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นไปเพื่อให้ค่าเงินในประเทศแข็งค่าขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน
ตรงกันข้ามกับธนาคารกลางไต้หวัน ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.125% เป็น 1.625% หลังการส่งออกไต้หวันร่วงลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 เมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา และปรับลดลงมาติดต่อกัน 10 เดือน จากเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ชะลอตัวลง
อย่างไรก็ตาม อีก 3 ธนาคารกลางทั่วโลกได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน โดยฟิลิปปินส์คงดอกเบี้ยไว้ที่ 4% หลังใช้มานานนับตั้งแต่เดือน ก.ย. 2014 เนื่องจากแรงซื้อภายในประเทศยังอยู่ใน
เกณฑ์ดี จากการใช้จ่ายภาคเอกชนและครัวเรือน เช่นเดียวกับมุมมองต่อตลาดและสภาพคล่องภายในประเทศ
เช่นเดียวกับธนาคารกลางนอร์เวย์ คงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ที่ 0.75% โดยระบุว่า อาจมีการปรับลดในปีหน้า ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งการใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำมากเกินไป อาจสร้างความเสี่ยงให้ราคาอสังหาริมทรัพย์และหนี้เพิ่มสูงขึ้น
ด้านธนาคารกลางอินโดนีเซีย ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 7.50% เช่นเดียวกัน เพื่อช่วยสนับสนุนไม่ให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงมากเกินไป ตามที่ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของรอยเตอร์สคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจอินโดนีเซียคาดการณ์จะโตต่ำกว่า 5% ซึ่งขยายตัวน้อยสุดนับตั้งแต่ปี 2009 และกดดันให้ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลาง 7 แห่งทั่วโลก ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารกลางในอังกฤษ เกาหลีใต้ เซอร์เบีย รัสเซีย สวีเดน และฮังการี ต่างประกาศคงอัตราดอกเบี้ยก่อนการประชุมของเฟดด้วยกันทั้งสิ้น ยกเว้นธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และธนาคารกลางเปรูที่ขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินทุนไหลออก
ด้านอาร์เจนตินา ประกาศยกเลิกการคุมค่าเงินและปล่อยให้ค่าเงินเปโซอาร์เจนตินาสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี ตามแผนของประธานาธิบดี เมาริซิโอ มากรี ประธานาธิบดีคนใหม่ของอาเจนตินา ที่ต้องการปล่อยเสรีตลาดและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ปิลาร์ ทาเวลลา นักวิเคราะห์ธนาคารบาร์เคลย์ส เปิดเผยว่า การยกเลิกคุมค่าเงินเปโซอาร์เจนตินาจะส่งผลให้ค่าเงินเปโซอ่อนค่าลงอย่างมากที่สุดถึง 47% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016 อย่างไรก็ตามด้านรัฐบาลคาดการณ์ว่า การเปิดเสรีค่าเงินจะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้ 1.5-2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.4-9 แสนล้านบาท)เฟดส่งสัญญาณ 2016 ค่อยเป็นค่อยไป
เฟดเปิดเผยคาดการณ์สำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ได้มาจากการสำรวจความเห็นของสมาชิกคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ซึ่งรวมถึง เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด โดยเมื่อเทียบกับคาดการณ์ล่าสุดที่เปิดเผยออกมาเมื่อเดือน ก.ย.แล้วพบว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะค่อยเป็นค่อยไปยิ่งกว่าคาดการณ์เมื่อเดือน ก.ย.เสียอีก
หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า สำหรับปี 2016 กรรมการเฟดคาดการณ์การขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่เฉลี่ย 1.30% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมในเดือน ก.ย. ที่ 1.50% ในขณะที่ปี 2017 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.40% ปรับลงจากคาดการณ์เดิมที่ 2.60% และปี 2018 ที่ 3.20% จากเดิม 3.30% รวมถึงคาดการณ์สำหรับหลังปี 2018 ที่ 3.40% เทียบกับ 3.50% จากคาดการณ์เมื่อเดือน ก.ย.
นอกจากนี้ จากรายงานคาดการณ์ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นด้วยว่า เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ในปี 2016 โดยในปี 2017 จะขึ้นอัตราดอกดอกเบี้ยอีก 4 ครั้ง รวมถึงปี 2018 จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่เฟดยังไม่คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะสามารถถึงเป้าหมายได้ภายในปี 2018 โดยค่ากลางการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อหลักอยู่ที่ 1.60% ในปี 2016 ปรับลดจาก 1.70% จากการคาดการณ์เดิมเดือน ก.ย. และจะถึงเป้าหมายที่ 2% ในปี 2018
หุ้นโลกดีดตัวขึ้นแรง
ดัชนีเอ็มเอสซีไอเอเชียแปซิฟิกปรับตัวขึ้นในวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ติดต่อกันเป็นวันที่ 2 ถัดจากวันที่ 16 ธ.ค. ที่ขยายตัวถึง 2.20% โดยดัชนีเอสแอนด์พี 200 ของออสเตรเลีย ปิดตลาดขยายตัว 1.70% ดัชนีคอมโพสิตของเกาหลีใต้ขยับขึ้น 0.40% และดัชนีนิกเกอิ 225 ญี่ปุ่น บวก 1.59% ไปอยู่ที่ 19,353.56 จุด ในขณะที่ดัชนีชี้วัดความผันผวนของดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่น ปรับตัวต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐคืนวันที่ 16 ธ.ค. ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ บวก 224 จุด หรือ 1.28% เอสแอนด์พี 500 ขึ้น 29.66 จุด หรือ 1.45% และดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต บวก 75.78 หรือ 1.52%
ในขณะเดียวกัน ดัชนีค่าเงินเอเชีย 10 สกุลเทียบเหรียญสหรัฐปรับลงเล็กน้อย 0.30% ในขณะที่ด้านตลาดเกิดใหม่ ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ตลาดเกิดใหม่ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.10% เมื่อเวลา 17.05 น. ตามเวลาท้องถิ่นฮ่องกง เช่นเดียวกัน
ธนาคารบาร์เคลย์ส เปิดเผยว่า ธนาคารกลางในเอเชียต่างเตรียมพร้อมสำหรับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจะเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินเอเชียที่อ่อนค่าลงมาตลอดทั้งปี 2015 นี้ แล้วจากการคาดการณ์จะขึ้นดอกเบี้ย ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เงินทุนไหลออก และเศรษฐกิจชะลอตัว โดยเฉพาะจีน
โภคภัณฑ์แย่ต่อเนื่อง
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะไม่สร้างผลดีใดๆ ต่อตลาดโภคภัณฑ์ โดยดัชนีราคาโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์กปรับลดลงมา 26% ตลอดช่วงปี 2015 ที่ผ่านมา ซึ่งลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 และร่วงติดต่อกันเป็นปีที่ 5
คาซุโอะ คากามิ ประธาน โทโฮไทเทเนียม โค บริษัทเหล็กเบา วัสดุที่ใช้สร้างตั้งแต่เครื่องบินจนถึงไม้กอล์ฟ เปิดเผยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น และจำให้แรงซื้อจากผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างเอเชีย เช่น จีนและอินเดีย ปรับลดตามไปด้วย
นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นจะเพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ค้าโลหะ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการใช้ดอกเบี้ยต่ำมาอย่างยาวนานอีกด้วย
ด้านราคาทองคำปรับตัวลง 0.7% เป็น 1,066 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เมื่อเวลา 10.56 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรีนิช สูงกว่าจุดต่ำสุดรอบ 6 ปี เพียง 23 เหรียญสหรัฐ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ในปี 2016 ราคาทองคำจะปรับลงไปต่ำกว่า 1,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
อย่างไรก็ตาม ธนาคารเครดิต สวิส คาดการณ์ว่าราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2016 เนื่องจากตามประวัติศาสตร์แล้ว หลังจากที่เฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 1994, 1999 และ 2004 ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากการขึ้นดอกเบี้ย 6 เดือน
สอดคล้องกับผลสำรวจผู้ค้าและนักวิเคราะห์ 28 คน พบว่า 17 คน คาดการณ์ราคาทองคำจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% ในปี 2016 ไปอยู่ที่ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
ด้านราคาน้ำมัน พอล เทปซิช ผู้บริหารการลงทุนของไฮ ร็อก แคปปิตอล แมเนจเมนต์ ในโตรอนโต แคนาดา เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันปรับตัวลงมา 33% ตลอดทั้งปี 2015 นี้ เนื่องมาจากปริมาณน้ำมันล้นตลาด ไม่สัมพันธ์กับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด







