posttoday
บึ้มปารีส สะท้านยูโรโซน แผลใหญ่ซึมยาว

บึ้มปารีส สะท้านยูโรโซน แผลใหญ่ซึมยาว

16 พฤศจิกายน 2558

ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่กระดานหุ้นทั่วโลกในวันนี้ เพื่อดูปฏิกิริยาของตลาดทุนโลกภายหลังเหตุวินาศกรรมกรุงปารีส

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่กระดานหุ้นทั่วโลกในวันนี้ เพื่อดูปฏิกิริยาของตลาดทุนโลกภายหลังเหตุวินาศกรรมกรุงปารีส เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 พ.ย. ซึ่งนับเป็นการก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในยุโรปในช่วง 10 ปีหลัง

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเชื่อว่าตลาดอาจเผชิญกับภาวะ “แบล็ก มันเดย์” ขนาดย่อม โดยมีแรงเทขายหุ้นอย่างหนักในช่วงสั้นที่อาจทำให้บางตลาดร่วงไปถึง 2% ซึ่งไม่มีอะไรน่าแปลกใจหากเทียบกับเหตุระเบิดในกรุงมาดริด สเปน เมื่อปี 2004 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 191 คน และหุ้นตกไป 2.2% ขณะที่เหตุระเบิดกรุงลอนดอน อังกฤษ เมื่อปี 2005 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 52 คน หุ้นตกไป 1.4%

ทว่าที่น่าเป็นห่วงมากกว่าตลาดหุ้นก็คือ ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น ไม่เพียงเฉพาะฝรั่งเศส แต่ยังรวมไปถึงเศรษฐกิจของ 19 ประเทศยูโรโซนในภาพรวมด้วย

ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปเทียบดูเหตุวินาศกรรมสนั่นยุโรปเมื่อ 10 ปีก่อน จะพบว่าทั้งสองเหตุการณ์นั้นไม่ได้สั่นสะเทือนเศรษฐกิจฐานราก ทั้งในประเทศตัวเองและในกลุ่มยูโรโซนมากนัก

จากข้อมูลของหอการค้าและอุตสาหกรรมลอนดอน ซึ่งสำรวจความเห็นบรรดาผู้บริหารบริษัทชั้นนำในประเทศภายในช่วง 2 เดือนหลังเหตุระเบิด พบว่าทั้งบริษัทเอกชนและกิจการของรัฐสามารถฟื้นตัวจากเหตุระเบิดได้อย่างรวดเร็ว เช่น ห้างแฮร์รอดส์ ที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ โดยใช้กลยุทธ์การจัดโปรโมชั่นดึงดูดการใช้จ่ายในวันอาทิตย์

อย่างไรก็ตาม กรณีของฝรั่งเศสในวันนี้กำลังต่างออกไปจากเมื่อ 10 ปีก่อน ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม หลังจากที่ผ่านทั้งวิกฤตการณ์การเงินโลกเมื่อปี 2008 วิกฤตการณ์หนี้กลุ่มยูโรโซน ช่วงปี 2010 และวิกฤตการณ์ผู้อพยพจากตะวันออกกลางในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  

สัดส่วนทางเศรษฐกิจของฝรั่งเศสนั้น เป็นการพึ่งพิงภาคการบริการมากถึง 79.4% จากตัวเลขประมาณการปี 2013 โดยเว็บไซต์ซีไอเอ แฟคท์บุ๊ก ตามมาด้วยภาคอุตสาหกรรม 18.7% และภาคการเกษตร 1.9% ซึ่งในจำนวนภาคบริการนั้น การท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 7.5% ของจีดีพี

จากรายงานภาวะเศรษฐกิจช่วงไตรมาส 3 ที่เพิ่งผ่านมา พบว่าเศรษฐกิจแดนน้ำหอมขยายตัวได้เล็กน้อยเพียง 0.3% เท่านั้น หรือเท่ากับการขยายตัวของเพื่อนบ้านอย่างเยอรมนีและกลุ่มยูโรโซน โดยการเติบโตของทั้งสองประเทศนี้ได้แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคเป็นหลัก ทำให้เศรษฐกิจสามารถพยุงตัวอยู่ได้ในยามที่การค้าระหว่างประเทศซบเซา

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมของฝรั่งเศสนั้นเน้นหนักไปที่ภาคพลังงานและการผลิตวัตถุดิบที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เหล็ก ซีเมนต์ เครื่องจักร เวชภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเน้นการส่งออกไปยังเยอรมนีเป็นหลัก แต่คู่ค้าอย่างเยอรมนีก็พ่วงการค้ากับจีนเป็นสำคัญ ดังนั้นภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังซบเซาเช่นนี้จึงทำให้ฝรั่งเศสต้องพึ่งพาการบริโภคภายในเป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก 

ทว่าในขณะนี้ บางประเทศเริ่มออกประกาศเตือนการเดินทางไปยังฝรั่งเศสแล้ว เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเบลเยียม ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ส่งออกนักท่องเที่ยวไปฝรั่งเศสมากที่สุดในแต่ละปี และยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าจะขยายวงไปถึงประเทศอื่นๆ ด้วยหรือไม่ หลังจากที่มีรายงานว่ากลุ่มไอเอสออกโรงเตือนด้วยว่ากรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จะเป็นเป้าหมายต่อไป เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่วมหัวจมท้ายโจมตีซีเรียกับอิรักด้วย

นอกจากนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสและในบางประเทศยุโรปยังอาจเผชิญแรงกดดันในบ้านมากขึ้นให้ปรับเปลี่ยนนโยบายรับผู้อพยพให้เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศด้วย  

เพราะตัวอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ หนึ่งในผู้ก่อเหตุวินาศกรรมกรุงปารีสเป็นผู้อพยพที่มาจากกรีซก่อนจะเดินทางต่อมายังฝรั่งเศส ทำให้หลายฝ่ายเห็นความเกี่ยวเนื่อง และความน่าเป็นห่วงของนโยบายผู้อพยพในยุโรปที่เชื่อมถึงกันมากขึ้น

เหตุวินาศกรรมสะเทือนขวัญกรุงปารีส ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับ 1 ของโลกด้วยยอดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกถึงราว 83 ล้านคน/ปี จึงย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจฝรั่งเศสทันที และยังอาจลุกลามไปยังภาคการท่องเที่ยวและบริการในประเทศอื่นๆ ของยุโรปด้วย

ทั้งนี้ กระดานหุ้นของหลายประเทศในกลุ่มยูโรโซนนั้นแดงเถือกรับศุกร์ 13 ก่อนที่จะเกิดเหตุระเบิดปารีสอยู่แล้ว เนื่องจากทั้ง 19 ประเทศ มีเพียงแค่ฝรั่งเศสกับเยอรมนีเท่านั้นที่ขยายตัวได้มากสุด 0.3% จาก
แรงบริโภคในประเทศ ดังนั้นเหตุระเบิดจึงอาจเพิ่มปัจจัยลบที่ฉุดความเชื่อมั่นในยุโรปตามมาด้วย

ทว่าตลาดหุ้นอาจกระเตื้องขึ้นตามมาได้ไม่นาน เพราะยิ่งมีข่าวร้ายก็ยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นำโดยมาริโอ ดรากี จะยิ่งต้องใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มความเชื่อมั่นในการประชุมนัดสุดท้ายของปีในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้

ขณะที่ความเสี่ยงในระยะยาวกว่านั้นคงต้องจับตาดูที่ค่าเงินยูโร ที่อาจได้รับแรงสั่นสะเทือนตามมาจากการเมืองภายในฝรั่งเศสและยุโรป หากพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดได้เข้ามาชี้ทิศทางนโยบายในประเทศมากขึ้น

ผลสำรวจความเห็นชาวฝรั่งเศสล่าสุด ต่อผู้ที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในการเลือกตั้งปี 2017 โดยไอเอฟโอพี โพลล์ พบว่า มารีน เลอ เพน หัวหน้าพรรคฟรอนต์ เนชั่นแนล ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาที่ต่อต้านการเปิดรับผู้อพยพ และไม่เห็นด้วยกับการรวมกลุ่มยูโรโซน มีคะแนนนำขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ที่ 28% แซงหน้าหัวหน้าพรรคกลาง-ขวา อดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ซึ่งอยู่ที่ 23% ขณะที่ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์คนปัจจุบัน หัวหน้าพรรคฝ่ายซ้าย มีคะแนนตามมารั้งท้ายที่ 21%

นักวิเคราะห์มองถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นหากพรรคขวาจัดและพันธมิตรฝ่ายต่อต้านการรวมกลุ่มยูโรได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่ว่า นอกจากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายเปิดรับผู้อพยพแล้ว ยังอาจสะเทือนต่อเศรษฐกิจยูโรโซนด้วย

ทั้งนี้ เพราะกลุ่มขวาจัดมองว่าการใช้เงินยูโรร่วมกันไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีตามที่เคยคาดการณ์กันเอาไว้ มีเพียงเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอย่างเยอรมนีเพียงชาติเดียวเท่านั้นที่ได้ประโยชน์มากที่สุดในภาคการค้าและ
การส่งออก ขณะที่ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรปใต้ กลับไม่สามารถแข่งขันได้ดีพอ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินยูโรตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน

ข่าวล่าสุด

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว

เกษตรฯ ใช้เวที IMF–World Bank ดึงทุนโลกหนุนเกษตรสีเขียว