
หยวนจ่อขึ้นแท่นค่าเงินโลก
ชี้แนวโน้มIMFไฟเขียวหยวนเพิ่ม ย้ำเศรษฐกิจโต6-7%ปกติมาก
ชี้แนวโน้มIMFไฟเขียวหยวนเพิ่ม ย้ำเศรษฐกิจโต6-7%ปกติมาก
ไอเอ็มเอฟมีแนวโน้มรับรองหยวนเข้าตะกร้าค่าเงิน ด้านจีนยันเศรษฐกิจโตปกติ
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานอ้างแหล่งข่าวจีนที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาค่าเงินหยวนเป็นหนึ่งในตะกร้าค่าเงิน (เอสดีอาร์) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า ตัวแทนจากไอเอ็มเอฟได้ส่งสัญญาณชัดเจนในการเพิ่มแนวโน้มที่หยวนจะมีโอกาสขึ้นเป็นหนึ่งในเอสดีอาร์ของไอเอ็มเอฟ
แหล่งข่าวดังกล่าวระบุว่า ปัจจัยหนึ่งในไอเอ็มเอฟจะพิจารณา คือ ด้านการปฏิบัติการ หรือความสามารถของแต่ละประเทศในการเปลี่ยนค่าเงินอื่นๆ ในเอสดีอาร์ ทั้งค่าเงินเหรียญสหรัฐ เยนของญี่ปุ่น ปอนด์ของอังกฤษ และยูโร ให้เป็นค่าเงินหยวนได้รวดเร็วแค่ไหน
ด้าน โอตาเวียนโน คานูโต ผู้อำนวยการของไอเอ็มเอฟใน 11 ประเทศ เปิดเผยว่า แนวโน้มรับรองหยวนเป็นเอสดีอาร์มีเพิ่มมากขึ้นในหมู่ผู้บริหารไอเอ็มเอฟ
การพิจารณาเอสดีอาร์หรือเงินสกุลหลักสำหรับการเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศของทั่วโลก จะมีขึ้นในเดือน พ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยการพิจารณาดังกล่าวเกิดขึ้นทุก 5 ปี และไอเอ็มเอฟได้ปฏิเสธให้หยวนเข้าร่วมเอสดีอาร์ไปแล้วเมื่อปี 2011
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% และปรับลดทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ (อาร์อาร์อาร์) ลง 0.50% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงยังปลดเพดานจำกัดอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งพีบีโอซีระบุว่า เป็นขั้นตอนที่เสี่ยงที่สุดในการปล่อยเสรีระบบการเงินอีกด้วย
ด้าน อี้กัง รองผู้ว่าพีบีโอซี กล่าวว่า ค่าเงินหยวนที่ผันผวนหลังการอ่อนค่าเงินหยวนเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ได้กลับมีเสถียรภาพแล้ว รวมถึงการปรับฐานในตลาดหลักทรัพย์ที่ดิ่งลงอย่างรุนแรงนับตั้งแต่เดือน มิ.ย.ก็ใกล้จะสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ อี้กัง ยังระบุว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนที่ 6-7% ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า เป็นภาวะที่ปกติเป็นอย่างมาก โดยจีนจะปรับลดอัตราอาร์อาร์อาร์ลงในอัตราปกติในอนาคต รวมถึงจะใช้อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมเพื่อช่วยบรรเทาภาวะหนี้สินในภาคเอกชน
ขณะเดียวกัน รองผู้ว่าพีบีโอซี ระบุว่า การปล่อยเสรีอัตราดอกเบี้ยไม่ได้หมายถึงการปรับลดการควบคุมอัตราดอกเบี้ย โดยจีนยังจะปรับอัตราดอกเบี้ยทั้งกู้ยืมและเงินฝากอีกในบางครั้ง
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของพีบีโอซี ยังตามหลังธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ที่ส่งสัญญาณจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีกำหนดการพิจารณานโยบายไปในทิศทางตรงกันข้ามหรือพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในวันที่ 27-28 ต.ค.ที่จะถึงนี้







