
บุกลงทุนจีนไม่หมู ผ่ากลยุทธ์ตั้งรับในประเทศ
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ตลาดจีนกว่า 1,000 ล้านคน เป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่การจะเข้าไปเจาะตลาดจีนกลับไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด
อนันต์ ลาภสุขสถิต รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา Reality Check on the Chinese Economy : Opportunities and Challenges for Thailand จัดโดยสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และกรมเอเชียตะวันออก ว่า การจะเข้าไปบุกตลาดจีนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นอกจากสภาวะเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงจากที่เคยเติบโตปีละมากกว่า 10% เหลือเพียง 6-7% ผู้สนใจจะบุกตลาดจีนยังต้องเจอปัญหาหลักอีก 5 ข้อ
1.กำแพงการเข้าสู่ตลาด การจะบุกตลาดจีนต้องเผชิญกำแพงด้านภาษา กำแพงด้านกฎหมาย รวมถึงปัญหาอื่นๆ ที่จะกระทบต่อต้นทุน เช่น ต้นทุนค่าแรง หากจะจ้างพนักงานที่จบการศึกษาปริญญาตรีในจีนตอนนี้ ขั้นต่ำต้องจ้าง 3,500 หยวน หรือราว 2 หมื่นบาท หากรวมค่าสวัสดิการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วย อาจทะลุขึ้นไปถึง 6,000 หยวน หรือราว 3.42 หมื่นบาท
นอกจากนี้ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของจีนก็สูงมาก คิดเป็นอัตราก้าวหน้าและมีเพดานสูงถึงกว่า 40% ไม่สามารถลดหย่อนได้มากมายเหมือนของไทย
2.ความเข้มข้นของการแข่งขัน ผู้ที่จะเข้าไปบุกตลาดจีนได้จำเป็นต้องปรับตัวเร็ว เพราะผู้ประกอบการในจีนเองมีจำนวนมาก และมีความสามารถการปลอมแปลงได้เร็วและปลอมได้ค่อนข้างเหมือน ราคาถูก ทำให้ผู้ประกอบการที่จะเข้าไปเสี่ยงจะต้องลดราคาลงมาแข่งขัน หรือเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเพื่อให้เขาปลอมไม่ทัน
3.การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การปลอมแปลงสินค้าได้เร็ว ไม่ได้เป็นปัญหาเพียงเรื่องการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นปัญหามาถึงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาด้วย เมื่อเกิดคดีความฟ้องร้องขึ้นมา ผู้ประกอบการจีนมักอ้างถึง “แรงบันดาลใจ” มาใช้ในการสู้คดี
“ล่าสุด มีกรณีบริษัทรถยนต์ต่างประเทศบริษัทหนึ่งถูกลอกเลียน ผลิตจนออกมาใกล้เคียงกับสินค้าต้นแบบมาก เมื่อเกิดคดีความ ชาวจีนก็อ้างเรื่องแรงบันดาลใจ ทำให้เห็นว่า แรงบันดาลใจในจีนนั้นก๊อปปี้ได้”
4.ระบบราชการ การควบคุมต่างๆ โดยราชการบางครั้งมีความเข้มงวด และทำให้สินค้าเข้าไปในจีนได้ลำบาก เช่น หากจะส่งสินค้าเข้าไป โดยที่ฉลากไม่มีตัวอักษรภาษาอังกฤษก็จะถูกตีกลับทันที
5.พันธมิตรและความสัมพันธ์สำหรับการขยายธุรกิจ เนื่องจากจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ ตลาด 1,000 กว่าล้านคนไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงบริเวณเดียว ผู้ที่จะขยายตลาดไปทั่วเมืองจีนได้จำเป็นต้องมีพันธมิตรและความสัมพันธ์อันดีกับแต่ละท้องที่ ในอดีตนั้น ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยที่บุกตลาดจีนก็ต้องสร้างพันธมิตรแทบทุกโครงการที่ทำในทุกมณฑลเช่นกัน
นอกเหนือจากปัญหา 5 ข้อที่กล่าวมา ปัญหาด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในจีนก็เป็นอุปสรรคเช่นกัน ธนาคารจีนไม่ค่อยสนใจปล่อยกู้ผู้ประกอบการจากต่างชาติ หรือถึงปล่อยกู้ก็จะปล่อยอัตราดอกเบี้ยสูง
“การสนับสนุนหรือส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อรัฐบาลจีนออกมาตรการอะไร ก็จะชัดเจนและรุนแรง เช่น ถ้ารัฐบาลประกาศไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมใดปั๊บ สิ่งที่ต้องทำคือกระโดดออกจากอุตสาหกรรมนั้นทันที เพราะไม่มีทางประสบความสำเร็จต่อได้”
อนันต์ ย้ำว่า การลงทุนในจีนนั้นเปรียบเสมือนการเดินทางหมื่นลี้ ต้องจ่าย “ค่าเรียนรู้” มหาศาล หากไม่มีความเข้มแข็งทางการเงิน ธุรกิจในไทยไม่ได้เข้มแข็งอยู่แล้ว ยังดึงดันจะเข้าไปลงทุนในจีน มีความเสี่ยงสูงที่จะล้มเหลว
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่รู้ว่าตัวเองยังขาดกลยุทธ์ที่ดี ขาดพันธมิตรที่ดี และขาดเงินทุน อาจปรับมุมมองมาเตรียมการเชิงตั้งรับ รอรับนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทย และตั้งคำถามกับตัวเองว่านักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาซื้อสินค้าเราหรือไม่ เพราะเหตุใด ทำอย่างไรจะให้เขาซื้อ
“ไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักในอาเซียนของจีน แต่ละปีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยหลายล้านคน มีการคาดการณ์ว่าปี 2559 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยจะสูงถึง 8 ล้านคน เป็นตลาดขนาดใหญ่ การตั้งรับอยู่ในประเทศจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ทันทีและมีโอกาสอยู่”
ที่ผ่านมา ชาวจีนนิยมเข้ามาซื้อสินค้าไทยหลากหลายประเภท ตั้งแต่กระเป๋า ยาหม่อง ไปจนถึงพระเครื่อง สินค้าบางยี่ห้อประสบความสำเร็จถึงขั้นชาวจีนตั้งชื่อเรียกกันเอง เช่น ม่านกุเปา หรือ กระเป๋ากรุงเทพฯ ใช้เรียกสินค้ากระเป๋าแบรนด์ Naraya ของไทย
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน ควรเลือกสินค้ากลุ่มที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมหรือความเป็นไทย เพราะเป็นสินค้าที่ชาวจีนนิยมที่สุด
ด้านพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจของจีนขณะนี้กำลังประสบปัญหาหลายด้าน สัดส่วนหนี้เอกชนสูงเกิน 200% ของจีดีพี มีปัญหาหนี้หลักๆ 4 กรณี และทุกกรณีนำมาสู่วิกฤติการเงินการธนาคาร
จากข้อมูลการส่งออกของประเทศต่างๆ ไปยังจีน พบว่า ไทยส่งออกสินค้าไปยังจีน 11% ของการส่งออกสินค้าของไทยทั้งหมด ยังเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่สูงกว่าอินโดนีเซียและเวียดนาม







