
ต่างชาติมองปักกิ่งยังเหลือกระสุนอื้อ แนะไม่ควรตื่นตระหนก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเกิดความระส่ำอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการหั่นลดค่าเงินหยวน ตลอดจนภาวะปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นในระยะที่ผ่านมา ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจในหลายๆ ด้านที่ตกต่ำลง แต่กระนั้นนักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะชะลอตัวแต่อย่างใด โดยเห็นว่าเนื่องจากรัฐบาลยังคงประคองเศรษฐกิจได้อยู่ เห็นได้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ออกมาเป็นระยะๆ และรัฐบาลจีนยังมีศักยภาพอีกมากที่จะงัดมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ออกมาหลังจากนี้
รายงานของซีเอ็นเอ็น ระบุว่า นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ยังคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะสามารถเติบโตได้ที่ 6.85% ในช่วงไตรมาส 3 และตลอดทั้งปีนี้จะมีอัตราการเติบโตได้อยู่ที่ 6.9% แม้ว่าจะต่ำกว่าที่ทางการจีนตั้งเป้าไว้ที่ 7% แต่กระนั้นก็ยังถือว่าสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์บางกลุ่มที่เห็นว่าเศรษฐกิจจีนอาจจะเติบโตได้เพียง 6.3% เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์กลุ่มนี้ยังมองว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งยังมีกระสุนที่จะงัดออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกมากถ้าหากถึงเวลาจำเป็น
“รัฐบาลทุกรัฐบาลในโลกก็ล้วนแต่เข้าแทรกแซงเศรษฐกิจในช่วงที่เกิดความวุ่นวาย และจีนก็ทำเช่นเดียวกัน รัฐบาลจีนจะยังคงเดินหน้าบทบาทสำคัญในการปฏิรูปและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเติบโตขึ้นในช่วงหลายปีแห่งการเปลี่ยนถ่ายนี้” ไบรอัน แจ็ตสัน นักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน ของสถาบันวิจัยไอเอสเอช โกลบอล อินไซต์
ที่ผ่านมา ธนาคารกลางได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาหลายครั้ง รวมไปถึงการปรับลดสัดส่วนการสำรองทุนของธนาคารพาณิชย์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลจีนยังเปิดทางให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย ซึ่งน่าจะเป็นการกระตุ้นการส่งออกของประเทศ นอกเหนือจากที่จีนได้ใช้งบประมาณไปแล้วถึง 2.36 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงตลาดหุ้นให้เกิดเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ทางด้าน แลร์รี หู จากบริษัท แมคไควร์รี มองว่าการตัดลดดอกเบี้ย รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นต่างๆ จากรัฐบาลจีนนั้น ชี้ให้เห็นว่า บรรดาผู้กำหนดนโยบายของจีนนั้นเอาจริงเอาจังมากกับการกระตุ้นให้เศรษฐกิจไปถึงเป้าหมายที่ 7% ให้ได้ในปีนี้
นอกจากนัั้น นักวิเคราะห์อีกจำนวนไม่น้อยที่ต่างเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับจีนนั้นแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวล แต่ก็ไม่สมควรที่จะตื่นตระหนกเกินไป โดยแม้ว่าตลาดหุ้นจีนจะร่วงลงมากกว่า 40% จากช่วงที่ทำสถิติสูงสุดในกลางเดือน มิ.ย. แต่กระนั้นก็ยังถือว่าดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ก็ยังบวกอยู่ราว 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ตลาดหุ้นเสิ่นเจิ้นก็ยังบวกอยู่ที่ 45% เช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น สัดส่วนของการถือครองในตลาดของนักลงทุนต่างชาติในจีนนั้นยังคิดเป็นเพียง 1.5% เท่านั้น นอกเหนือจากที่ชาวจีนส่วนใหญ่ต่างเก็บออมเงินไว้ในรูปของเงินสด และอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจีนจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าตื่นตระหนกเกินไปนัก และที่สำคัญก็คือตลาดหุ้นจีนนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของจีนไม่มากนัก
“นักลงทุนกำลังตื่นตระหนกมากเกินเหตุต่อความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของจีน ภาวะฟองสบู่ในตลาดหุ้นจีนนั้นบอกกับเราได้ว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นต่อสถานะของเศรษฐกิจจีนแน่นอน” มาร์ค วิลเลียมส์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์เอเชียจากบริษัทวิจัย แคปปิตอล อีโคโนมิกส์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตลาดหุ้นจีนเริ่มสงบลง นักลงทุนก็หันไปให้น้ำหนักกับตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าลงในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการค้าต่างประเทศที่ลดลง ดัชนีผลผลิตโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดไปจนถึงตัวเลขการลงทุนในจีนที่ลดลง แต่กระนั้นวิลเลียมส์ ได้โต้ว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวของจีนเช่นกันที่มีการปรับขึ้นและอยู่ในภาวะที่แข็งแกร่งอยู่
การเติบโตของค่าแรงก็แข็งแกร่ง รวมไปถึงการบริโภคของผู้บริโภคด้วย จากข้อมูลเมื่อเร็วๆ นี้นั้นแสดงให้เห็นว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจจีนนั้นเป็นบวกมากกว่าที่ปรากฏเป็นหัวข่าว ในภาพรวมนั้นจะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้วเศรษฐกิจจีนยังมีความแข็งแกร่งอยู่
อีกทั้งยังถือเป็นภาวะที่ไม่ใช่เรื่องแปลกมากนัก ที่ตัวเลขเศรษฐกิจจีนจะอ่อนแอลงเนื่องจากจีนอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกและการลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคในประเทศไปสู่การพึ่งพาแรงบริโภคภายในประเทศ แน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจของจีนอ่อนแอไปบ้าง







