
ของหายาก...หวานเย็นมะม่วง
ยี่สิบกว่าปีก่อน มะม่วง ทุเรียน มังคุด และน้ำกะทิ ลอดช่อง ทั้งหลายที่เป็นความสุขมหันต์แต่เรียบง่ายของชาวบ้านเรา
โดย...เพียงออ วิไลย [email protected]
ยี่สิบกว่าปีก่อน มะม่วง ทุเรียน มังคุด และน้ำกะทิ ลอดช่อง ทั้งหลายที่เป็นความสุขมหันต์แต่เรียบง่ายของชาวบ้านเรา เป็นอะไรที่ไม่คุ้นเคยสำหรับชาวเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนมทั้งหลายที่ใช้น้ำตาลเป็นส่วนประกอบหรือเชื่อม ดูจะเป็นอาหารว่างที่บางครั้งต้องวางอย่างหงอยเหงาปลายโต๊ะเลี้ยงรับรอง เพราะแขกชาวเกาหลีส่วนใหญ่ไม่นิยมรสหวาน...
ทว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น หลังจากที่ชาวบ้านเกาหลีออกมาเดินทางท่องเที่ยว ทำงานหรือเล่าเรียนศึกษาในโลกกว้างมากขึ้น และในปัจจุบันมีชาวต่างชาติราว 2 ล้านคน เข้าไปอยู่อาศัยทั้งอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สังคมเกาหลีได้กลายเป็นสังคมหลากหลายเชื้อชาติพหุวัฒนธรรมที่เกิดการเรียนรู้และการเปลี่ยนทัศนคติกับไลฟ์สไตล์... เห็นตัวอย่างชัดๆ จากผู้บริหารบริษัทเกาหลีท่านหนึ่งที่พบกันเมื่อสองปีก่อน เวลานั้นไม่แตะของหวานหลังอาหารเลย วันนี้นัดทานอาหารที่เมืองไทย พี่เกาหลี
ฟินกับลอดช่องน้ำกะทิเหลือหลาย บอกว่า “น้ำกะทิอร่อยมาก น้ำตาลปี๊บเป็นน้ำตาลธรรมชาติ ไม่เป็นไร ไอกินได้”
ทุกวันนี้ หวานเย็นถั่วแดง หรือ “พัทบิงซู - &o4053;&*8729;&*9688;” ที่เคยเป็นของโปรดบนโต๊ะอาหาร กลับตกอันดับให้ “หวานเย็นมะม่วงน้ำกะทิ”... ในฤดูร้อนปีนี้ โรงแรมหรูต่างๆ เช่น Shilla Hotel หรือ JW Marriott Dongdaemun Plaza Seoul หรือแม้แต่ร้านขนมหวานขึ้นชื่อของเกาหลี เช่น Homibing ต่างนำเมนู “หวานเย็นมะม่วงน้ำกะทิ” ขึ้นเป็นตัวชูโรงกันทั้งนั้น ว่ากันว่ามีคนมาต่อคิวกันยาวเหยียด แต่ละที่ก็โฆษณาความอร่อย ทั้งเนื้อมะม่วงที่หอมหวานและน้ำกะทิที่รสชาติไม่เหมือนใคร....ทว่าน่าเสียดายเหลือเกิน มะม่วงที่ได้ขึ้นโต๊ะเป็นของหวานโรงแรมหรูกลับกลายเป็นมะม่วงพันธุ์ Irwin (พัฒนาสายพันธุ์ในไต้หวัน) หรือที่เรียกว่า Apple Mango ลูกกลมเปลือกสีแดงแทนมะม่วงน้ำดอกไม้บ้านเราที่เคยมีชื่อเสียงมาก่อน เดิมทีญี่ปุ่นนำ Apple Mango ไปปลูกและได้รับความนิยมเนื่องจากเปลือกมีสีแดงเป็นสีมงคล เกาหลีเลยนำมาปลูกบนเกาะเชจูบ้าง เมื่อมีผลผลิตจึงกลายเป็นมะม่วงมีมูลค่าสูงเพราะมีแหล่งผลิตบนเกาะเชจูอันเป็นเหมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ เป็นเกาะที่อุดมด้วยดินภูเขาไฟ ซึ่งเป็นแหล่งปลูกผลไม้เมืองร้อนได้เพียงแห่งเดียวในเกาหลี เรียกว่า อะไรปลูกบนเกาะเชจูก็ขายดีทั้งนั้นค่ะ...
นอกจากนี้ สังคมพหุวัฒนธรรมยังสร้างผลพวงอื่นที่ตามมาอีก เช่น ความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงในระบบต่างๆ ที่ต้องรองรับโครงสร้างสังคมใหม่ อาทิ ระบบการศึกษาที่รองรับเด็กลูกครึ่ง ระบบประกันสุขภาพของแรงงานต่างชาติ ศูนย์ร้องทุกข์ของคนต่างชาติ หรือแม้แต่สถานีตำรวจ กับกระบวนการศาลยุติธรรมที่รองรับคดีความคนต่างชาติ ซึ่งเกาหลีทำได้ดีมาก (สมควรติดดาวเอาเยี่ยงอย่าง)
ปัจจุบันนี้ศาลยุติธรรมเกาหลีมีล่ามแปลภาษาที่ได้รับการรับรองถึง 1,581 คน สามารถแปลเกือบทุกภาษาในโลก เพราะคดีความที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่อัยการต้องซักถามโจทก์จำเลยและพยานต่างชาติต่างภาษา ราว 23,418 ปาก (คน) ในปี 2009 ปี 2014 ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 30,684 ปาก... หมายเหตุเตือนไว้นิดหนึ่งว่า คดีหย่าร้างภรรยาต่างชาติมีมากจริงๆ ค่ะ ศาลครอบครัวต้องสอบปากคำ เฉลี่ยแล้วเดือนละ 106 คน ...ส่วนค่าบริการของล่ามที่รัฐให้ ก็น่าสนใจไม่น้อย ค่าแปลเอกสารหน้าละ 3 หมื่นวอน (ราว 900 บาท) ค่าแปลปากเปล่า 30 นาทีแรก 7 หมื่นวอน (ราว 2,300 บาท) 30 นาทีต่อๆ ไป 5 หมื่นวอน (ราว 1,700 บาท) ...ล่ามเก่งๆ ในเกาหลี ก็เป็นของหายากเหมือนมะม่วงบนเกาะเชจูค่ะ







