
จีนฉุดโลกถดถอย
หลังจากการถล่มของตลาดหุ้นจีนไม่นาน รุจีร์ ชาร์มา หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของมอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังแสดงความเห็นว่า การชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของจีนในปีหน้าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำกว่า 2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยที่ไม่ได้มีสหรัฐเป็นตัวจุดชนวน
หลังจากการถล่มของตลาดหุ้นจีนไม่นาน รุจีร์ ชาร์มา หัวหน้าฝ่ายตลาดเกิดใหม่ของมอร์แกน สแตนเลย์ วาณิชธนกิจชื่อดังแสดงความเห็นว่า การชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของจีนในปีหน้าอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเติบโตต่ำกว่า 2% ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี ที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยโดยที่ไม่ได้มีสหรัฐเป็นตัวจุดชนวน
เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะจีนไม่สามารถสะสางหนี้ได้ ซึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนเพียงแค่ 2% ก็เพียงพอแล้วที่จะฉุดให้โลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
ในปัจจุบันแม้เศรษฐกิจจีนจะอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่อิทธิพลทางเศรษฐกิจกลับขยายตัวมากขึ้น จากข้อมูลซึ่งรวบรวมโดย
มอร์แกน สแตนเลย์ ระบุว่า จีนมีสัดส่วนในการขับเคลื่อน
เศรษฐกิจโลกถึง 38% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 23% ในปี 2010 อีกทั้งยังเป็นผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองแดง อะลูมิเนียม และฝ้ายรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย
การชะลอตัวของจีนจึงสำคัญต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องพึ่งพาจีน เช่น บราซิล รัสเซีย เกาหลีใต้ รวมถึงประเทศเล็กๆ ในยุโรปตะวันออกและเอเชียด้วย ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม และปากีสถาน
นอกจากนี้ ชาร์มายังกล่าวเตือนว่า กรณีการถล่มของตลาดหุ้นจีนที่ร่วงลงถึง 30% ตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีความสำคัญมากต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ความเชื่อมั่นถูกทำลาย ว่ารัฐบาลจีนยังควบคุมเศรษฐกิจได้ โดยก่อนหน้านี้รัฐบาลจีนได้พยายามอัดนโยบายกระตุ้นหลายครั้งกว่าจะฟื้นฟูตลาดได้
“ภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งต่อไปจะเกิดจากจีน และอีก 2-3 ปี จีนน่าจะเป็นต้นเหตุใหญ่ที่สุดของความผันผวนในเศรษฐกิจโลก” ชาร์มา กล่าว







